posttoday
ข้างหลังกำแพงสูง

ข้างหลังกำแพงสูง

18 กุมภาพันธ์ 2561

ภาพของชายฉกรรจ์จำนวน 30 คน ที่กำลังประคองพระพุทธรูปองค์เล็กๆ

โดย พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ภาพของชายฉกรรจ์จำนวน 30 คน ที่กำลังประคองพระพุทธรูปองค์เล็กๆ พร้อมพวงมาลัยดอกมะลิสวยงาม นั่งพนมมือก้มกราบแทบเท้าพ่อแม่ที่แก่ชราเบื้องหน้า บนใบหน้าของหญิงและชายชราเปื้อนน้ำตาแต่กลับปรากฏรอยยิ้มปีติยินดี มือที่แห้งกร้านเหี่ยวย่นค่อยๆ เอื้อมรับพระพุทธรูปองค์เล็กๆ จากมือลูกชายและนำมาประคับประคองไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับการอุ้มประคับประคองบุตรชายตัวเล็กๆ เมื่อครั้งเขาเหล่านี้ยังเป็นทารก

ก่อนที่ทั้งคู่จะโผเข้าสวมกอดกันด้วยความรักและคิดถึง ไออุ่นความรักความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ไม่สามารถตัดขาดได้ต่อให้ลูกได้กระทำความผิดมากมายเพียงใดก็ตาม บทกลอน “ปั้นดินให้เป็นบุญ” ถูกขับกล่อมเบาๆ จากนักโทษชายด้วยเสียงที่สั่นเครือเป็นระยะๆ ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังต่างน้ำตาคลอไปตามๆ กัน เพราะนั่นคือการเรียงร้อยถ้อยคำจากความรู้สึกที่แท้จริงของคนที่ได้กระทำผิด และการขอ “โอกาส” ให้แก่พวกเขาเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว

ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในมุมเล็กๆ หลังกำแพงสูง “เรือนจำบางขวาง” ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ประทับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนจากงานแถลงข่าว “จากมือที่เปื้อนบาป สู่มือที่ปั้นบุญ” ตามโครงการ “ปั้นดินให้เป็นบุญ” ภายใต้โครงการกำลังใจของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ เครือข่ายพุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม เป็นต้น

ผู้เขียนได้รับคำเชิญจากอาจารย์ “อรสม สุทธิสาคร” ที่เคารพรัก ท่านใช้เวลาหลายสิบปีทุ่มเทให้กับงานเด็กและสตรี และต่อยอดงานช่วยเหลือสังคมด้านอื่นๆ มาเรื่อยๆ จนมาทำงานใน “คุก” ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาที่จะดึงความดีงามในตัวมนุษย์ออกมา ท่านเป็นกำลังสำคัญของโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ ตอนที่ได้รับคำเชิญผู้เขียนเกิดความสงสัยว่าการใช้งานพุทธศิลป์จะช่วยขัดเกลาจิตใจ นำพาความสงบ และสันติสุขสู่จิตใจของผู้ต้องโทษได้อย่างไร ในเมื่อนักโทษเหล่านี้ล้วนก่อคดีอุกฉกรรจ์มาแทบทั้งนั้น

ประกอบกับผู้เขียนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและนำคนผิดมาลงโทษ ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องตามมาดูว่าหลังจากนั้นแล้ว นักโทษเหล่านั้นเมื่อถูกจองจำจะเป็นเช่นไร เมื่อได้รับการเชื้อเชิญเพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า ไม่ว่าเลวร้ายเช่นไร มนุษย์ย่อมมีความดีงามในตัวเองเสมอ ประกอบกับมีความชื่นชอบในงานศิลปะไทยเป็นทุนเดิม ผู้เขียนจึงไม่ลังเลที่จะตอบรับคำเชื้อเชิญ

ครั้นเข้ามาสู่สถานที่จัดงาน งานพุทธศิลป์ที่งดงามจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ผู้เขียนรู้สึกทึ่งว่าเหตุใดผู้ที่มือเปื้อนบาปสามารถปั้นพระพุทธรูปออกมาได้อย่างงดงาม เพราะประติมากรรมนั้นเป็นงานที่สะท้อนตัวตนของผู้ปั้นด้วยภาษาของรูปร่าง เป็นศิลปกรรมที่แสดงออกถึงชีวิตจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดและศรัทธา แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่ปั้นคือนักโทษ

นักโทษแต่ละคนไม่มีพื้นฐานการปั้นมาก่อนเลย การใช้เวลาขัดเกลางานปั้นให้สมบูรณ์สร้างความปีติสุขชื่นบานในจิตใจผู้เขียนเชื่อว่างานพุทธศิลป์ช่วยขัดเกลาจิตใจ ได้มีเวลาทบทวนสิ่งที่เคยทำ ฟื้นฟูคุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูที่พวกเขาพอจะตอบแทนพระคุณให้พ่อแม่ได้ หลายคนกล่าวด้วยความภาคภูมิใจที่สามารถปั้นพระพุทธรูปมอบให้พ่อและแม่นำกลับไปสักการะทดแทนการบวชที่ไม่สามารถจะทำให้ได้

โครงการนี้เกิดขึ้นด้วยพระวิสัยทัศน์และพระเมตตาต่อผู้ต้องขังของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ได้ทรงริเริ่มโครงการ “กําลังใจ” ขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง เด็กติดผู้ต้องขังหญิง และผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ในเรือนจํา ทรงสนับสนุนโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ และในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ได้ทรงผลักดันใช้หลักการพัฒนานำ ในการป้องกันปัญหาอาชญากรรม ดังจะเห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่ทรงมีพระประสงค์ในการทำให้เรือนจำเป็นสถานที่เปลี่ยนชีวิตและช่วยคืนคนดีสู่สังคม ดังเช่น เรือนจำต้นแบบใน จ.เชียงใหม่ ที่ดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) ยกคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้สามารถกลับสู่สังคมและไม่หวนกลับมาทำผิดซ้ำอีก  

โครงการปั้นดินให้เป็นบุญนี้ได้จัดมาแล้ว 3 รุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ผู้ต้องขังเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยตัวกลับสู่สังคม นอกจากปัญหาเรื่องสภาพจิตใจและต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอกแล้ว อีกปัญหาสำคัญคือรายได้ เพื่อไม่ให้ผู้พ้นโทษรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า ต้องคอยพึ่งพาคนในครอบครัว  คณาจารย์ในโครงการปั้นดินให้เป็นบุญจึงได้จัดตั้ง “กองทุนปั้นดินให้เป็นบุญ” เพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์เริ่มต้นชีวิตใหม่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะต้น ปัจจุบันได้มอบทุนตั้งต้นชีวิตให้กับนักเรียนในโครงการที่พ้นโทษไปแล้ว 14 ราย รายละ 1 หมื่นบาท มีการติดตามประเมินชีวิตหลังพ้นโทษ ไม่ปรากฏว่ามีนักเรียนในโครงการไปกระทำความผิดซ้ำอีก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน