
ลดเป้ากำไรปีนี้STEC
โบรกเกอร์ลดกำไรปีนี้ STEC ลง ภายหลังไตรมาส 4 ปี 2560 ขาดทุนหนักเกินกว่าคาดเพราะต้นทุนโครงการใหญ่ ช.การช่าง ออกโรงไร้ปัญหา
โบรกเกอร์ลดกำไรปีนี้ STEC ลง ภายหลังไตรมาส 4 ปี 2560 ขาดทุนหนักเกินกว่าคาดเพราะต้นทุนโครงการใหญ่ ช.การช่าง ออกโรงไร้ปัญหา
ทั้งนี้ ผลจากการที่บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ไตรมาส 4 ปี 2560 ขาดทุนหนักถึง 1,320 ล้านบาท จากการตั้งสำรองโครงการสูงถึง 2,900 ล้านบาท ส่งผลให้โบรกเกอร์ลดประมาณการกำไรปี 2561 ของ STEC ลง
น.ส.จิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ปรับลดกำไรปี 2561 ของ STEC ลง 28% เหลือ 1,049 ล้านบาท เทียบขาดทุน 611 ล้านบาท ในปี 2560 เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองมีปัญหาเวนคืน ส่งผลให้การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้กับผู้รับเหมาก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด จากเดือน ธ.ค. 2560 เป็นเดือน เม.ย. 2561 นอกจากนั้นยังลดราคาเหมาะสมลงเป็น 23 บาท จาก 31.80 บาท และลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ
นายสุรชัย ประมวลเจริญกิจ นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่าแนวโน้มปี 2561 จะดีขึ้นจากการตั้งสำรองเผื่อผลขาดทุนในอนาคตแล้ว แต่กำไรจะยังไม่เด่นนัก คาดจะโดดเด่นในปี 2562 ฐานะการเงินของ STEC ยังแข็งแกร่งมาก มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นสูงถึง 6,600 ล้านบาท ในขณะที่มีเงินกู้ระยะสั้น 500 ล้านบาท มีส่วนทุนสูง 9,200 ล้านบาท ลดราคาเป้าหมายปี 2561-2562 เท่ากับ 25 บาท จาก 30 บาท
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ปรับลดคำแนะนำเป็นถือจากเดิมซื้อ ราคาพื้นฐานหลังลดประมาณการเป็น 23 บาท สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2561 ที่ 30 เท่า
อย่างไรก็ตาม STEC ได้จัดประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารระบุการตั้งสำรองในครั้งนี้ เผื่อผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมด โดยเฉพาะโครงการอาคารรัฐสภา ซึ่งยังเหลืองานที่จะส่งมอบอีก 5,000 ล้านบาท สิ้นปี 2562 หรือปีละ 2,500 ล้านบาท โดยจะมีการปรับราคาขึ้นจากการที่ STEC จะพิจารณาเรียกเงินชดเชยจากกรณีที่ไม่ใช่ความผิดของบริษัท
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการ บริษัท ช.การช่าง (CK) กล่าวว่า ปี 2560 คาดว่ารายได้ก่อสร้างของบริษัทจะเป็นไปตามเป้า 3.5 หมื่นล้านบาท และมีกำไรขั้นต้น 8% บริษัทมีความพร้อมลงทุนโครงการขนาดใหญ่จากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ 1.35 เท่า
สำหรับในปี 2561 ภาครัฐจะเปิดโครงการประมูลกว่า 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มูลค่า 1.30 แสนล้านบาท โครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง มูลค่า 3.10 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 9 เส้นทาง มูลค่า 4 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ค่าตอบแทนเอกชน มูลค่า 3.30 หมื่นล้านบาท และบางใหญ่-กาญจนบุรีค่าตอบแทนเอกชน มูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการเอกชนร่วมลงทุน (PPP) ซึ่ง CK และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เตรียมพร้อมไว้แล้ว ด้านโครงการต่างประเทศคาดว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาว ซึ่งบริษัท ซีเคเพาเวอร์ (CKP) คาดว่าจะคืบหน้ากลางปี 2561 และงานก่อสร้างระบบประปาในเมียนมา ซึ่งบริษัท น้ำประปาไทย (TTW) ได้เจรจากับรัฐบาลเมียนมาเรียบร้อยแล้ว







