posttoday
ปลดล็อกช่วยคนตัวเล็ก ดันจีดีพีพุ่งจากฐานราก

ปลดล็อกช่วยคนตัวเล็ก ดันจีดีพีพุ่งจากฐานราก

06 กุมภาพันธ์ 2561

กนกวรรณ บุญประเสริฐในปี 2561 ถือเป็นปีสำคัญของการผลักดันมาตรการช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี หลังจากที่ช่วง 2-3 ปีแรกของรัฐบาลได้พยายามผลักดันเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าในรูปแบบอี-คอมเมิร์ซ มากขึ้น

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในปี 2561 ถือเป็นปีสำคัญของการผลักดันมาตรการช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี หลังจากที่ช่วง 2-3 ปีแรกของรัฐบาลได้พยายามผลักดันเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าในรูปแบบอี-คอมเมิร์ซ มากขึ้น

รัฐบาลซึ่งนำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ออกเดินสายมอบนโยบายสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ให้ช่วยปล่อยสินเชื่อให้เอส เอ็มอี หรือคนตัวเล็ก พร้อมดึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ มีการแก้ไข พ.ร.บ.ที่สำคัญในหลายเรื่อง เพื่อปลดล็อกการทำงานให้สามารถค้ำผู้ประกอบการรายย่อย หรือไมโครได้มากยิ่งขึ้น และอยู่ระหว่างจัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอส เอ็มอีทวีทุน หรือพีจีเอส 7 โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2561 นี้

แต่เส้นทางการช่วยเหลือเอสเอ็มอีปีนี้ อาจไม่ง่ายเพราะผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระดับ 30-31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 1 เม.ย.นี้ จึงทำให้ทางสภาผู้ส่งออกได้ประเมินตัวเลขเบื้องต้น อาจส่งผล ให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้การขยายตัวของการส่งออกปีนี้ลดลงจากเป้า 5.5% เหลือ 3.5-4% ซึ่งหมายถึงจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าต้นน้ำให้กับผู้ส่งออกด้วย

ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังคงประเมินเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี 2561 ที่เป้าหมายเดิมในกรอบ 3.8-4.5% ขณะที่การส่งออกจะขยายตัว 3.5-6% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 1.1-1.6%

สำหรับผลกระทบค่าแรงขั้นต่ำปี 2561 นั้นพบว่าสัดส่วนของแรงงานที่พึ่งพิงค่าจ้าง ขั้นต่ำต่อลูกจ้างทั้งหมด (รวมแรงงานต่างด้าว) คิดเป็นเพียง 20.2% ขณะที่สัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมนั้นเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8-14% โดยขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรม ดังนั้น พบว่าค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.6% ส่งผลต่อต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 0.3% และกระทบต่อจีดีพีลดลงเพียง 0.02%

ส่วนผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี 3 เดือนแรก หรือไตรมาสแรกปี 2561 พบว่าดัชนีอยู่ที่ 51.9 ลดลงจาก 52.4 จากไตรมาสก่อน โดยความเชื่อมั่นด้านรายได้ 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 62.9 เป็น 65.9 แต่ด้านต้นทุน 3 เดือนข้างหน้าหดตัวลดลงมาอยู่ที่ 37.8 จากระดับ 41.9 โดยประเมินว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 7 ขั้น ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ภาพรวมการอัดสินเชื่อของแบงก์รัฐในปี 2561 ถือว่า "เข้มข้น" และเตรียมไว้มากที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนจากธนาคารออมสิน ที่ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ประกาศแผนปี 2561 ตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อภาพรวมโต 1.5 เท่าของจีดีพี หรือเพิ่มสุทธิราว 8.3 หมื่นล้านบาท จากสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2560 อยู่ที่ 2.01 ล้านล้านบาท เน้นขยายสินเชื่อกลุ่มเอส เอ็มอีให้เติบโตถึงกว่า 50% หรือเพิ่มสุทธิ 4.8 หมื่นล้านบาท จากที่มีพอร์ตอยู่แค่ 8.56 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารจะขยาย "ศูนย์สินเชื่อเอส เอ็มอี" จากสิ้นปี 2560 ที่มี 18 แห่ง เพิ่มเป็น 82 แห่งภายในปีนี้ พร้อมวางภารกิจมุ่งดูแลลูกค้า 4 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มฐานราก กลุ่มคนชั้นกลาง กลุ่มสตาร์ทอัพ และกลุ่มผู้สูงวัย

ที่น่าจับตาคือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย (ธพว.) เพราะ มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. ประกาศเป็น "Micro SME Development Bank" หนุน ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ หลังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบให้ออกจากแผนฟื้นฟู

พร้อมเปิดตัวโครงการ "MSME Development Bank" โดยตัว "M" มาจากคำว่า "Micro" เพื่อ สนับสนุนกลุ่ม "จุลเอสเอ็มอี" หรือ ผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนต่างๆ โดยเตรียมแพ็กเกจสินเชื่อเพื่อรายย่อยวงเงินรวม 7 หมื่นล้านบาท

ด้าน อภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เน้นช่วยเกษตรกรที่เป็นเอสเอ็มอี มีโครงการสินเชื่อช่วยเอสเอ็มอีปีหนึ่งไม่น้อยกกว่าแสนล้านบาท ผ่านโครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการเอสเอ็มอีเกษตร และ มีแผนจะจัดตั้งกองทุนวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยจะสนับสนุนทั้งเป็นรายโปรเจกต์ หรือเข้าไปร่วมทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับธนาคาร แห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ในการ จัดตั้งกองทุน

ส่วน พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ระบุว่า ในปี 2561 ธนาคารยังตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อที่ 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 12% โดยเน้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการส่งออกและมีการลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีและประเทศในแถบเอเชีย เนื่องจากยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.มาตรการภาษีเพื่อบรรเทาผล กระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ให้นายจ้างสามารถนำค่าจ้างรายวันที่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้เป็นจำนวน 1.15 เท่า สำหรับค่าจ้างรายวันที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-ธ.ค. 2561 คาดว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณราว 5,400 ล้านบาท

มาตรการที่ 2 มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจเอสเอ็มอี ในการลดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างปี 2561-2563 ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่ มาตรการที่ 3 เป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อลดผล กระทบด้านแรงงาน เสนอโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประกอบด้วย การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ให้ครอบคลุมถึงการใช้ระบบดิจิทัลมาใช้ในการผลิตเพื่อยกระดับการบริหารจัดการ สิทธิประโยชน์คือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิมเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยกำหนดวงเงินสูงสุดที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ที่ 50% ของมูลค่าเพิ่มจากที่นำมาปรับปรุง

อย่างไรก็ดี ในปี 2561 นี้ถือว่าเป็นอีกปีที่ท้าทาย ของการผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แม้จะมีภาคการเงิน เช่น แบงก์รัฐ เตรียมขนทัพ สินเชื่อไม่น้อยกว่า 1-2 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบแล้ว

แต่ปัจจัยเสี่ยงยังมีให้เห็นอย่าง ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำลังซื้อของ ผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง ราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งน่าจะส่งผลตรงถึงภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ที่มีการใช้แรงงานจำนวนมาก อาจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้กำไรสุทธิจะลดลง ซึ่งทั้งหมดจะใช่ปีที่สดใสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือไม่ ทั้งหมดย่อมขึ้นอยู่ที่ตัวผู้ประกอบการเองด้วย ว่าได้มีการพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้แล้วหรือยัง เพราะจะรอแต่เงินกู้หรือมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้ n

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน