posttoday
ส่งไม้ต่อผู้ว่าเฟด หนี้ทะยาน-สินทรัพย์บวม

ส่งไม้ต่อผู้ว่าเฟด หนี้ทะยาน-สินทรัพย์บวม

01 กุมภาพันธ์ 2561

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์วันนี้จะเป็นวันแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเปลี่ยนหัวเรือใหญ่จาก"เจเน็ต เยลเลน" อดีตผู้ว่าการเฟดไปเป็น "เจอโรม พาวเวลล์" ผู้ว่าการคนใหม่ โดยเยลเลนจะเดินออกจากที่ทำการเฟดเพื่อไปทำงานเป็นนักวิชาการของสถาบันบรูกกิ้งส์ องค์กรคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามรอย เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการคนก่อนหน้าที่นำพาสหรัฐฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

วันนี้จะเป็นวันแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเปลี่ยนหัวเรือใหญ่จาก"เจเน็ต เยลเลน" อดีตผู้ว่าการเฟดไปเป็น "เจอโรม พาวเวลล์" ผู้ว่าการคนใหม่ โดยเยลเลนจะเดินออกจากที่ทำการเฟดเพื่อไปทำงานเป็นนักวิชาการของสถาบันบรูกกิ้งส์ องค์กรคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามรอย เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการคนก่อนหน้าที่นำพาสหรัฐฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจสหรัฐที่เยลเลนจะส่งต่อให้กับผู้สืบทอดอย่างพาวเวลล์นั้น นับได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงสดใส ทั้งอัตราว่างงานที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับสู่ขาขึ้น

ทว่า เยลเลนก็ยังมีงานค้างทิ้งเอาไว้นั่นคือ การตรึงเข้มนโยบายการเงินอย่าง "ค่อยเป็นค่อยไป" ทั้งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการลดงบดุล ขณะที่ปริมาณหนี้อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือนของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐ และเป็นงานให้พาวเวลล์จะต้องสานต่อหรือแก้ไข

"ฉันคิดว่าเศรษฐกิจกำลังแข็งแกร่ง ธนาคารกลางสหรัฐจะยังคงเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย และหากสถานการณ์ยังคงเป็นไปอย่างที่เป็นมา การขึ้นดอกเบี้ยก็จะยังคงเดินหน้าต่อ" เยลเลน กล่าวกับสำนักข่าวพีบี เอสนิวส์ ในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

สำหรับเยลเลนแล้วได้รับสืบทอดงานค้างของเบอร์แนนคีนั่นคือ การยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และขึ้นดอกเบี้ยหลังจากใช้ดอกเบี้ยต่ำมาตั้งแต่ยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐเข้าขั้นวิกฤตหลังปี 2008 โดยแม้ผู้นำเฟดขณะนั้นจะเป็นเบอร์แนนคี แต่เยลเลนก็เป็นรองผู้ว่าการเฟดในสมัยนั้น และเป็นผู้สนับสนุนให้ใช้คิวอีและลดดอกเบี้ย

เบอร์แนนคีเคยพยายามยุติการใช้คิวอีมาแล้วในปี 2013 และก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "เทเปอร์แทนทรัม" หรือเหตุการณ์ที่นักลงทุนตื่นตระหนกและพากันถอนเงินจากตลาดพันธบัตรและตลาดทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ตอบรับสัญญาณของการ "จบ" ยุคเงินง่าย ทำให้งานของเยลเลนเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับปี 2013

เยลเลนใช้เวลานานเกือบทั้งสมัยในการค่อยๆ ส่งสัญญาณบอกตลาดว่าจะยุติคิวอีและขึ้นดอกเบี้ยอย่าง "ค่อยเป็นค่อยไป" ก่อนสำเร็จในสิ้นปี 2015 และประสบความสำเร็จในการประกาศลดขนาดงบดุลที่บวมขึ้นจากการซื้อสินทรัพย์ เพราะการทำคิวอีในเดือน ก.ย. 2017

ในช่วง 4 ปีตามสมัยของเยลเลน การปล่อยให้นโยบายการเงินผ่อนคลายช่วยให้อัตราว่างงานสหรัฐลดต่ำลงจากสูง 6.7% ในช่วงก่อนรับตำแหน่งเป็น 4.1% ในปัจจุบัน หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อแม้จะขึ้นอย่างยากเย็นและต่ำกว่า เป้าหมายของเฟดที่ 2% แต่ก็อยู่ที่ 1.7% เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเฟดเผยในแถลงการณ์ประชุมครั้งสุดของเยลเลนว่าเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมายได้ภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน การปรับลดภาษีขนานใหญ่ของสหรัฐก็เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโต 2.7% ในปีนี้ มากกว่าคาดการณ์ก่อนถึง 0.4% หรือสูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้ภาคนโยบายการเงินได้เดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับลดงบดุลได้ต่อตามที่เยลเลนได้ปูทางไว้ผ่านคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการการเงินหรือ "ดอตพลอต"

อย่างไรก็ตาม การตึงนโยบายการเงินอย่างเชื่องช้าเปิดทางให้ปริมาณหนี้ในสหรัฐขยายตัวขึ้นเช่นกัน โดยหนี้บัตรเครดิตของชาวอเมริกันปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.023 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านล้านบาท) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มากกว่าช่วงเศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟูก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ขณะที่หนี้โดยรวมยังเกินปี 2008 ไปตั้งแต่เดือน มี.ค. 2017 ซึ่งอยู่ที่ 12.73 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 394 ล้านล้านบาท)

การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ปริมาณหนี้อยู่ในระดับสูงเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้การจ่ายหนี้ดังกล่าวยากยิ่งขึ้น โดยการผิดนัดชำระหนี้เครดิตการ์ดของสหรัฐในปีที่ผ่านมาปรับขึ้นเป็น 7.5% จาก 7% เมื่อปีก่อน ซึ่งแม้จะยังคงต่ำกว่า 15% ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 9% แต่ไปในทิศทางปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"หนี้ของชาวอเมริกันอยู่ในระดับสูงสุดตลอดกาล ขณะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังปรับขึ้น เมื่อคุณผสมสองสิ่งข้างต้นเข้าด้วยกันจะกลายเป็นส่วนผสมที่แสนอันตราย" แมต ชูลซ์ นักวิเคราะห์อาวุโสของเครดิตการ์ดดอทคอม เว็บไซต์ข้อมูลเครดิตการ์ด เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเดลีนิวส์

สำหรับเยลเลนแล้ว แสดงออกถึงความผิดหวังอย่างชัดเจนที่ไม่ได้รับตำแหน่งในสมัยที่ 2 และเป็นเฟดคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ดำรงตำแหน่งเพียงสมัยเดียวนับตั้งแต่ จอร์จ วิลเลียม มิลเลอร์ อดีตผู้ว่าการเฟดหมดสมัยในปี 1979

"ฉันอยากรับตำแหน่งต่ออีกสมัย และเคยพูดอย่างชัดเจนไปแล้ว ดังนั้นฉันบอกได้เลยว่าฉันผิดหวังที่ไม่ได้ไปต่อ" เยลเลน กล่าว

ก่อนหน้านี้ เยลเลนเคยแสดงความกังวลต่อหนี้สาธารณะที่มากถึง 20 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 620 ล้านล้านบาท) และแสดงความกังวลต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดทุนที่อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ

ราคาหลักทรัพย์ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับขึ้นถึง 325% นับจากจุดต่ำสุดในปี 2009 ขณะที่ดาวโจนส์ทุบสถิติใหม่หลายต่อหลายครั้งและไปเหนือ 2.6 หมื่นจุด เป็นครั้งแรกเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางการพูดถึงฟองสบู่ในตลาดที่บ่อยขึ้นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ

"ฉันไม่อยากตีตราสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นฟองสบู่ แต่ฉันอยากบอกว่ามูลค่าของสินทรัพย์สูงกว่าปกติโดยทั่วไป" เยลเลน กล่าวก่อนระบุว่านักลงทุนควรระมัดระวังและกระจายสินทรัพย์ที่ลงทุน โดยหากเกิดการปรับฐานจะต้องไปประเมินความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและระบบการเงิน ซึ่งเข้มแข็งขึ้นมากจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งก่อน

ทั้งปัญหาหนี้และเสถียรภาพในตลาดทุนจะกลายเป็นงานใหม่ผู้ว่าการเฟดคนใหม่อย่างพาวเวลล์จะต้องรับมือ

แม้ตลาดต่างคาดว่าผู้ว่าการคนใหม่ วัย 64 ปีนี้ จะต้องสานต่อการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การขึ้นดอกเบี้ยของพาวเวลล์จะมาพร้อมกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐจะทะยานขึ้นจากมาตรการกระตุ้นทางคลังของสหรัฐ และคาดการณ์ที่ดอกเบี้ยของเฟดจะปรับขึ้นไปถึงเป้าหมาย 2% ภายในปีนี้ หลังการใช้มาตรการกระตุ้นดังกล่าว โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะท้าทายให้เปลี่ยนแปลงเส้นทางการขึ้นดอกเบี้ยในสมัยของพาวเวลล์

ขณะที่สัญญาณตลาดหุ้นกลับ ไม่ค่อยดีนับตั้งแต่วันที่เยลเลนก้าวเท้าออกไป โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลงถึง 2% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับลงมากกว่า 666 จุด เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา กลายเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดตั้งแต่ สหราชอาณาจักรทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อกลางปี 2016

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าช่วงเวลาของพาวเวลล์อาจซ้ำรอยเหมือนกับสมัยของ "อลัน กรีนสแปน" อดีตผู้ว่าการเฟดที่เร่งขึ้นดอกเบี้ยในปี 2004 จาก 1% ซึ่งใช้เพื่อกู้เศรษฐกิจหลังฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตกในราวปี 1999-2000 ให้เป็น 5.25% ในปี 2006 เพื่อเร่งควบคุมฟองสบู่ที่เกิดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลการปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่มีเครดิตการชำระเงินต่ำ หรือซับไพรม์ แต่ไม่ทันการณ์

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ที่จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ ได้รับเลือกจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ โดยสาเหตุหนึ่งที่สนับสนุน ให้ทรัมป์เลือกพาวเวลล์มาจากการที่ ผู้ว่าการเฟดคนใหม่เคยทำงานในธนาคารเพื่อการลงทุน และเคยกล่าวสนับสนุนการลดการกำกับดูแลภาคธนาคาร ซึ่งทำให้คาดว่าพาวเวลล์อาจสนับสนุนการยกเครื่องกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ ที่ใช้ควบคุมภาคธนาคารอย่างเข้มงวดไม่ให้ลงทุนเสี่ยงจนลุกลามเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเช่นเดียวกับปี 2008

ยุคสมัยของพาวเวลล์จึงอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี แม้ว่าเส้นทางนี้จะแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่อาจทำให้การส่งไม้ต่อให้ผู้ว่าฯ คนถัดไปไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นหนังคนละม้วนจากวันนี้หากไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการคุมความเสี่ยงได้มากพอในอีก 4 ปีต่อจากนี้ n

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน