
โชว์สมรรถนะ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริดฯ
เวลานี้ใครๆ ก็พูดถึงกันแต่รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ที่เสียบปลั๊กได้
โดย สไปรท์
เวลานี้ใครๆ ก็พูดถึงกันแต่รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ที่เสียบปลั๊กได้ ซึ่งเป็นเทรนด์โลกและเทรนด์ของไทยที่ได้รับการสนับสนุนพยายามสร้างตลาดให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ล่าสุด ปอร์เช่ ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดงานทดสอบสมรรถนะ “พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ ไดรฟ์วิ่ง เอ็กซ์พิเรียนซ์ 2018” รถยนต์ในตระกูลปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นใหม่ที่แนะนำลงสู่ตลาดไปเมื่อเร็วๆ นี้
งานดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสสมรรถนะของตัวรถที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานี ได้แก่ 1.สถานีทดสอบการบังคับควบคุมรถ โดยเน้นการทดสอบการทรงตัวและการตอบสนองพวงมาลัยของรถอย่างรวดเร็ว 2.สถานีทดสอบการเบรก โดยเน้นการทดสอบระบบเบรกและความมั่นใจในการขับขี่ที่ปลอดภัย และ 3.สถานีสลาลม โดยเน้นการทดสอบความแม่นยำของช่วงล่างอัจฉริยะของปอร์เช่
พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ คันนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดยนตรกรรมในระดับพรีเมียมที่มอบความสนุกสนานในการขับขี่และสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความนุ่มนวลนั่งสบาย ซึ่งดูเหมือนทุกอย่างจะขัดกับพื้นฐานการพัฒนารถยนต์คันอื่นๆ ทั่วไป แต่เมื่อเป็นพานาเมร่า 4 อี-ไฮบริดฯ คันนี้ กลับกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างมาก
รถยนต์น้ำหนัก 2 ตันกว่าๆ ในความคิดคุณเป็นเช่นไร... แต่ถ้าหากเป็นในความคิดผมแล้วนั้นอาจจะเป็นรถที่ยากเกินจะควบคุมได้อย่างคล่องตัว แต่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริดฯ คันนี้ที่มีน้ำหนัก 2 ตันเช่นกัน แต่กลับควบคุมแบบสั่งได้ดั่งใจทั้งการเข้าโค้งและการทรงตัวอย่างมั่นใจ
ด้วยพละกำลังมหาศาลของเครื่องยนต์วี 6 ให้กำลังสูงสุด 462 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,100-4,500 รอบ/นาที และมีอัตราบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40 กม./ลิตร ได้อารมณ์แรงหลังจมเบาะกันเลยทีเดียว มีอัตราเร่ง 0-100 ด้วยระยะเวลา 4.6 วินาที ซึ่งในสนามดังกล่าวก็พอรับรู้ความรู้สึกนั้นได้แบบพอประมาณ
สำหรับเทคโนโลยีล้ำหน้าของรถยนต์คันนี้มีเพียบเลยทีเดียว ด้วยความตั้งใจที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารทุกที่นั่งภายในรถยนต์คันนี้ให้ได้รับรู้ถึงความหรูหราและความภาคภูมิใจด้วยรูปแบบที่นั่งแบบ 4+1 รวมถึงความอเนกประสงค์ของการเก็บสัมภาระตอนท้ายที่มีความจุ 520 ลิตร และสามารถพับเก็บเบาะที่นั่งตอนหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้ถึง 1,390 ลิตร
ขณะที่กิจกรรมเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ ปอร์เช่ ประเทศไทย เชิญลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมาให้ได้สัมผัสถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงยังเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าผ่านกิจกรรมดังกล่าวตามทิศทางการขยายตัวของสัดส่วนลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสัดส่วนระหว่างลูกค้าใหม่กับลูกค้าเดิมอยู่ที่ 60% ต่อ 40% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการปรับฐานราคาลงตามโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ซึ่งทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นและสามารถครอบครองได้ในราคาที่เหมาะสม พร้อมทางเลือกของรุ่นรถยนต์ที่หลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้หลากหลาย







