posttoday
ไอแบงก์พลิกทำกำไร ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

ไอแบงก์พลิกทำกำไร ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

03 กุมภาพันธ์ 2561

ผลการดำเนินงานของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ หลังจากที่มีการโอนหนี้เอ็นพีเอฟกว่า 4.9 หมื่นล้านบาท

โดย กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ผลการดำเนินงานของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ หลังจากที่มีการโอนหนี้เอ็นพีเอฟกว่า 4.9 หมื่นล้านบาท ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ IAM บริหารแล้วปรากฏว่าในเดือน ม.ค. ธนาคารสามารถเคลียร์บ้านให้พร้อมที่จะเริ่มธุรกิจใหม่ ทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

วิทัย รัตนากร กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในเดือน ม.ค. 2561 มีกำไรจากการดำเนินงานแล้วราว 50 ล้านบาท ถือเป็นกำไรในครั้งแรกในรอบ 5 ปี คาดว่าทั้งปีจะมีกำไรถึง 500 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการแก้หนี้เอ็นพีเอฟ การลดต้นทุนการดำเนินงานและการเร่งปล่อยสินเชื่อรายใหม่

สำหรับแผนธุรกิจปี 2561 จะเน้น 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหาหนี้รายย่อย ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีเอ็นเอฟกว่า 8,000 ล้านบาท คิดเป็น 8-9% ของ สินเชื่อรวมในจำนวนนี้เป็นรายย่อยและลูกหนี้มุสลิมประมาณ 3,266 ล้านบาท ซึ่งมีลูกหนี้บางกลุ่มที่เป็นหนี้ที่เกิดตั้งแต่สมัยน้ำท่วมปี 2554 ตั้งเป้าหมายติดตามทวงหนี้ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้ 10% ภายในปีนี้จะส่งผลให้ธนาคารมีกำไรอย่างน้อย 300-400 ล้านบาท เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ได้มีการตั้งสำรองไว้ครบแล้ว

ส่วนลูกหนี้รายใหญ่ 16 ราย ที่มีมูลหนี้กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ได้เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างธุรกิจและได้เรียกหลักประกันเพิ่ม 2,270 ล้านบาท ให้คุ้มมูลหนี้แล้ว

2.การเพิ่มทุนจดทะเบียน คาดในส่วนของการแก้ พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามเพื่อให้กระทรวงการคลังถือหุ้น 99% เป็นการชั่วคราวจากปัจจุบันถืออยู่ 49% น่าจะแล้วในเดือน มี.ค.นี้ และเงินเพิ่มทุน 1.8 หมื่นล้านบาท จะเข้ามาในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ ทั้งจำนวนแยกเป็นเงินที่มาจากงบประมาณ 2,000 ล้านบาท เงินจากกองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจอีก 1.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เข้ามาล้างขาดทุนสะสม ซึ่งเดิมผลขาดทุนสะสมมีจำนวนน้อยกว่าเงิน เพิ่มทุน

แต่เนื่องจากในช่วงปลายปีได้ทำเรื่องการจัดการงบดุลได้ตามมาตรฐาน ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเงินเพิ่มทุนที่จะเข้ามา 1.8 หมื่นล้านบาท ในครั้งนี้ จะทำให้เงินกองทุนจากที่ติดลบจะเหลือที่ระดับ 0% ซึ่งยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้

3.เร่งขยายฐานสินเชื่อ โดยในปี 2560 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้างที่ 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิอีก 1 หมื่นล้านบาท หมายถึงธนาคารจะต้องปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนทั้งหมดราว 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนตั้งเป้าหมายให้พอร์ตสินเชื่อมุสลิมเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วน 30% ของพอร์ต โดยจะเน้นปล่อยสินเชื่อรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจจะได้ผลตอบแทนต่ำแต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยง ในเดือน ม.ค. 2561 ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท

4.ลดต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน และ 5.การใช้ทรัพยากรและร่วมกับสถาบันการเงินรัฐอื่นๆ

วิทัย กล่าวถึงการสรรหาพันธมิตรใหม่ว่ามีความคืบหน้ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีการเปิดสรรหามาแล้ว 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี 2558 และเมื่อเข้ามารับตำแหน่งในเดือน ต.ค 2560 ได้ทำหนังสือเชิญส่งไปหานักลงทุนทั่วโลก 68 ราย ใน 3 กลุ่ม เช่น แบงก์มุสลิม และที่ปรึกษาทางการเงินต่างๆ โดยในเดือน พ.ย. 2560 มีนักลงทุนส่วน หนึ่งแสดงความสนใจยื่นข้อเสนอ เบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการไอแบงก์ อนุมัติรายชื่อผู้เข้าตรวจสอบกิจการ และการเจรจาครั้งนี้จะใช้วิธีการเลือกคนที่คุณสมบัติเหมาะสม มีเงื่อนไขที่น่าสนใจเข้ามาเจรจาแบบ 1 ต่อ 1 ก่อน ซึ่งได้เจรจากันเบื้องต้นและได้ข้อมูลสถานะทาง การเงินเชิงลึกของ ไอแบงก์กลับไปหารือกับคณะผู้บริหารแล้วคาดว่า จะใช้เวลาราว 1 เดือน ที่จะสามารถหาข้อสรุปเรื่องรายชื่อพันธมิตรได้ภายในเดือน มี.ค. 2561 นี้ หากการเจรจาได้ข้อยุติ ก็จะสามารถประกาศรายชื่อพันธมิตรใหม่ได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน