posttoday
กรณ์ ยึดเวทีโลกเรียกร้องมหาอำนาจแก้ปัญหาค่าเงิน

กรณ์ ยึดเวทีโลกเรียกร้องมหาอำนาจแก้ปัญหาค่าเงิน

08 ตุลาคม 2553

คลังและธปท.ใช้เวทีประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ให้ประเทศมหาอำนาจหันหน้าคุยแก้ปัญหาค่าเงินผันผวนของโลก ขณะที่ไทยเตรียมออกมาตรการสกัดบาทแข็งอีกหากมีความจำเป็น

คลังและธปท.ใช้เวทีประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ให้ประเทศมหาอำนาจหันหน้าคุยแก้ปัญหาค่าเงินผันผวนของโลก ขณะที่ไทยเตรียมออกมาตรการสกัดบาทแข็งอีกหากมีความจำเป็น

กรณ์ ยึดเวทีโลกเรียกร้องมหาอำนาจแก้ปัญหาค่าเงิน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ที่กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอมเริกา ว่า ได้หารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยไทยจะใช้เวทีการประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่จะเริ่มเปิดฉากขึ้นในวันที่ 8-9 ต.ค. 2553 ที่กรุงวอชิงตันดีซี เรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งสหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น คุยกันเพื่อหาข้อยุติแก้ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน เพื่อประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวมของโลก เพราะหากต่างคนต่างแก้ปัญหาปกป้องค่าเงินของตัวเอง ในระยาวเศรษฐกิจโลกจะมีัปัญหา และประเ่ทศขนาดเล็กๆ รวมถึงประเทศไทย จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

รมว.คลัง กล่าวว่า ต้องการสื่อสารให้ประเทศมหาอำนาจหันหน้าพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดข้อตกลงเหมือนกับปี ค.ศ.1985 ที่ประเทศสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้บรรลุข้อตกลงพลาซ่าแอคคอร์ด ที่สหรัฐอเมริกา โดยมติดังกล่าวทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่สูงขึ้นจาก 240 เยนต่อเหรียญสหรัฐ กลายเป็น 120 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ญี่ปุ่นปรับตัวขยายการลงทุนต่างประเทศที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า ส่งผลให้เศรษฐกิขของญี่ปุ่นฟื้น และเศรษฐกิจโดยรวมของโลกก็กลับมาดีอีกครั้ง

นายกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาค่าเงินเป็นประเด็นร้อนของโลก หากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่แก้ไขปัญหาร่วมกัน และเป็นไปอย่างที่เห็นคือ ประเทศญี่ปุ่นปกป้องค่าเงินบาทของตัวเอง ประเทศจีนไม่ยอมยืดหยุ่นค่าเงินให้แข็งค่าตามเศรษฐกิจที่แท้จริง สหรัฐอเมริกาก็เดือดร้อนเพราะรู้สึกโดนเอาเปรียบ ส่งผลให้ประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่ รวมทั้งไทย ได้รับผลกระทบจากการไหลเข้าของมาเงินทุนต่างประเทศ เพราะไหลไปที่อื่นไม่ได้ ทำให้ค่าเงินบาทของไทย และภูมิภาคแข็งค่ากว่าที่ควรเป็น

ทั้งนี้ ค่าเงินของไทย เมื่อเทียบกับสหรัฐอมเริกา ก็มีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีครึ่งปีแรกถึง 10.6% ต่อปี การเกินดุลการค้า และกา่รเกินดุลบัญชีสะพัดอยู่ในระดับสูง การว่างงานไม่ถึง 1% ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ขยายตัว ดุลการค้าและดุลบัญชีต่างๆ ติดลบ การว่างงานยังสูงถึง 10% ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐต้องอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินของไทยหลีกเลี่ยงที่จะแข็งค่าไม่ได้เมื่อเทียบกัน

อย่า่งไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท. ได้เข้าแทรกแซงเพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเร็วเกินไป ้เห็นได้จากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่้มขึ้น แต่การเข้าแทรกแซงก็เป็นการทำให้การแข็งค่าขึ้นชะลอลงเท่านั้น ไม่สามารถสวนทิศทางให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนได้ ซึ่งก็เป็นแนวทางที่หลายประเทศดำเนินการเช่นเดียวกัน

สำหรับการออกมาตรการเพื่อเป็นกำแพงกีดกันการไหลเข้ามาของเงิน ประเทศไทยที่เป็นยังมีความจำเป็นต้องพึ่งเงินลงทุนจากต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องระมัดระวัง การออกมาตรการต้องมีความเหมาะสมและตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

"คลัง และธปท. ได้ติดตามเรื่องค่าเงินอย่างใกล้ชิด และประเมินมาตรการต่างๆ ที่แต่ละประเทศนำออกมาใช้ตลอดเวลา เพื่อประเมินมาตรการที่ไทยจะนำออกมาใช้อย่างละเอียดอ่อน หากมีความจำเป็นก็ต้องดำเนินการเพื่อปกป้องตัวเอง การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงผลในระยะยาว ซึ่งค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบันเหมาะสมกับสถานการณ์ ผู้เสียหายที่เป็นผู้ส่งออกต้องปรับตัว ซึ่งคลังได้หารือกับ ธปท. หากต้องการความร่วมมือจากคลังในการดูค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทางคลังก็พร้อมที่จะดำเนินการ" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งให้หน่วยงานของคลัง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสรรพากร กรมศุลกากร  ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่้อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ไม่สามารถซื้อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งได้รับรายงานว่าได้สรุปมาตรการออกมาได้ระดับหนึ่งแล้ว

นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องดังกล่าวกับนายประสาร ในระหว่างการมาร่วมประชุมธนาคารโลกครั้งนี้ ซึ่งจะมีการนัดหารือกันอีักครั้งในสัปดาห์หน้าเพื่อ ธปท. จะนำกรอบความช่วยเหลือที่กระทรวงการคลังออกไปขยายผลกับธนาคารพาณิชย์ให้มาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้อีักทางหนึ่ง

รมว.คลัง ยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 20 ต.ค. 2553 นี้ ว่า จะเป็นการประชุมที่ กนง. ต้องคิดหนักจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปหรือไม่ เพื่อสกัดกันเงินเฟ้อ หลังจากการประชุม 2 ครั้ง ก่อนหน้านี้มีการปรับขึ้นทั้ง 2 ครั้ง จนอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.75% ต่อปี ซึ่งหาก กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก ก็จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับนอกประเทศมีส่วนต่างสูงขึ้น ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค