
โบรกเกอร์เสียงแตกอนาคตหุ้น
โบรกเกอร์มองต่างมุมค่ายไทยพาณิชย์โกลเบล็กชี้เห็น 1,000 จุดสิ้นปีชัวร์ มีโอกาสขึ้นยาวไปถึงปีหน้า ส่วนทิสโก้เตือนไปอีกไม่ไกล
โบรกเกอร์มองต่างมุมค่ายไทยพาณิชย์โกลเบล็กชี้เห็น 1,000 จุดสิ้นปีชัวร์ มีโอกาสขึ้นยาวไปถึงปีหน้า ส่วนทิสโก้เตือนไปอีกไม่ไกล
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ และนายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวในทิศทางเดียวกันที่งานสัมมนา “ชี้กระทิงทะลุ 1,000 จุด” ว่า ดัชนีจะถึง 1,000 จุด ไม่ใช่เรื่องไกลและจะมีโอกาสเห็นในไตรมาส 4 นี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม เพราะ 1,000 จุด เป็นระดับจิตวิทยาที่นักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยจะขายทำ และดัชนีเข้าสู่ 990 จุด ดัชนีจะเริ่มมีความผันผวนมากขึ้น จึงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ราคาเริ่มแพงไปก่อน
“อีก 20 จุด ก็จะถึง 1,000 แล้ว ช่วงนี้จึงเหมาะซื้อขายระยะสั้นในกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ตามเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าและมีผลประกอบการดีขึ้น”
นายสุกิจ คาดว่า เม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นอีกประมาณ 23 หมื่นล้านบาท กรณีที่แนวโน้มเงินสหรัฐจะอ่อนค่าลงอีก เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจมีการเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับกลุ่มที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มขนส่ง อย่าง บริษัท อาร์ ซี แอล (RCL) บริษัท การบินไทย (THAI ) บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) หรือเน้นในหุ้นที่ผลประกอบการดีและจ่ายปันผล อย่าง บริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) หรือกลุ่มเกษตรอย่าง บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO)
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในระบบการเงินของโลกมีอยู่ในระดับสูง ยิ่งภายหลังสหรัฐจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ทำให้สภาพคล่องคงจะไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นอีก แต่ปัจจุบันพี/อีของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 14 เท่า ถือว่าแพงแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้น 35% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ประมาณ 5% จากเดิมมักจะปรับตัวต่ำกว่า (ดิสเคาต์)
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นและมีพื้นฐานรองรับคงไม่มีปัญหาเหมือนกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวเพิ่มขึ้นมาติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีแล้ว แต่ไทยไม่มีความชัดเจนเหมือนกับอินโดนีเซีย ทำให้ต้องระมัดระวังสำหรับการลงทุนในขณะนี้ เพราะความไม่สงบในประเทศยังมี และจะมีการเลือกตั้งในอนาคตอีก
นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพิงการส่งออก ขณะที่เงินบาทมีทิศทางแข็งค่า โอกาสดัชนีจะปรับเพิ่มอีกคงไม่มาก ระดับ 1,000 จุด คงได้เห็น แต่ก็คงเคลื่อนไหวในระดับนี้







