รมว.เกษตรฯย้ำไม่บังคับเกษตรกรโค่นยางพารา
รมว.เกษตรฯยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายบังคับให้เกษตรกรโค่นยางพารา แต่ให้พัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม
รมว.เกษตรฯยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายบังคับให้เกษตรกรโค่นยางพารา แต่ให้พัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม
นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าได้มีหนังสือกำชับให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) และผู้เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะ บังคับให้เกษตรกรตัดหรือโค่นยาง โดยให้ย้ำว่ารัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอาชีพสวนยางเพราะต้องการให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องสมัครใจ
"ในการประชุมที่จังหวัดอุบลราชานี ผมก็ได้เน้นย้ำไปอีกว่ากระทรวงเกษตรฯไม่มีนโยบายบังคับโค่นต้นยางแน่อย่างใด จึงขอให้พวกเราทุกฝ่ายได้ใช้ประโยคหรือคำชี้แจงให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงคำว่าโค่นต้นยางแลกเงินช่วยเหลือหรือชดเชยอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในกลุ่มเกษตรกร"รมว.เกษตรฯระบุ
ขณะที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้ระบุว่า จากการคาดการณ์ปริมาณยางที่จะออกสู่ตลาดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ในช่วง ม.ค. – มี.ค. 2561 ไทยจะมีผลผลิต จำนวน 9.1 แสนตัน ซึ่งการดำเนินมาตรการจำกัดการส่งออก(AETS) ของ 3ประเทศ 3.5 แสนตัน ใน3เดือน ม.ค.-มี.ค. 61 ช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้น 30 % และส่งผลให้เกษตรกรขายยางได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุน เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยไม่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม โครงการควบคุมการส่งออกในปี 2561 เป็นการดำเนินการระยะสั้น 3 เดือน ตั้งแต่ มกราคม – มีนาคม 2561 ซึ่งผู้ส่งออกสามารถเลื่อนการส่งออกเฉลี่ยไปในเดือนที่เหลือของปีได้ หากราคาปรับตัวสูงขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกัน ระหว่างการจำกัดการส่งออก ใน 3 เดือนนี้ ทางกระทรวงเกษตร ฯยังมีมาตรการที่ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 200,000 ตัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการด้วย
สำหรับการดำเนินการมาตรฐาน AETS โดยประกาศลดการส่งออกยางพาราร่วมกับอีก 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มาแล้วรวม 4 ครั้ง ครั้งแรกปี 2544 ทั้ง 3 ประเทศ ควบคุมการส่งออก 7 แสนตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 36.38 เซ็นต์สหรัฐต่อกิโลกรัม คิดเป็น 75.07% ครั้งที่ 2 ในเดือนม.ค. – ธ.ค. 2552 ส่งออกลดลง 7 แสนตัน ทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 156.43 เซ็นต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 127.94% ในช่วงปลายปี 2552 ครั้งที่ 3 ระหว่างเดือน ต.ค.-มี.ค. 56 ลดการส่งออกจำนวน3แสนตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 15.1 เซนต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 5.24% และครั้งที่ 4 ในเดือน ก.พ. 59 ลดการส่งออก จำนวน 6.1 แสนตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 96.67 เซนต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 72.30% เห็นได้ว่าจาก 4 ครั้งที่ ผ่านมา มาตรการลดการส่งออกของทั้ง 3 ประเทศ ทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นในปี 2561 สภาไตรภาคีระหว่างประเทศ (ITRC) จึงมีเป้าหมายควบคุมการส่งออกยาง 350,000 ตัน ซึ่งไม่ได้สูงกว่าการดำเนินการทั้ง 4ครั้งที่ผ่านมา







