
สหรัฐ ‘ชัตดาวน์’ ย้ำจุดอ่อนรัฐบาลทรัมป์
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์รัฐบาลสหรัฐเข้าสู่สภาวะ "ชัตดาวน์" ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นของขวัญวันครบรอบดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐครบรอบ 1 ปี ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังวุฒิสภาสหรัฐไม่อาจผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวที่จะทำให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานต่อไปได้ และทำให้ข้าราชการรัฐบางส่วนต้อง "กลับบ้าน" จนถึงวันที่ 16 ก.พ.
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
รัฐบาลสหรัฐเข้าสู่สภาวะ "ชัตดาวน์" ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นของขวัญวันครบรอบดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐครบรอบ 1 ปี ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังวุฒิสภาสหรัฐไม่อาจผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวที่จะทำให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานต่อไปได้ และทำให้ข้าราชการรัฐบางส่วนต้อง "กลับบ้าน" จนถึงวันที่ 16 ก.พ.
ข้าราชการเกือบ 1 ล้านคน จะต้อง "พักงาน" โดยไม่ได้รับการจ่ายเงินเดือน และแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 1981 แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐภายใต้การนำของ "พรรคการเมืองเดียว" ซึ่งทั้งฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี) และนิติบัญญัติ (เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ต่างก็มาจากพรรครีพับลิกัน แต่กลับล้มเหลวในการผ่านกฎหมายงบประมาณ จนข้าราชการต้องเผชิญภาวะพักงาน
การชัตดาวน์ครั้งนี้ชี้ชัดให้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลทรัมป์ที่เผชิญอุปสรรคในการผ่านกฎหมายต่างๆ เนื่องด้วยเสียงข้างมากในสภาทั้งสูงไม่มากพออยู่ที่เพียง 51 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่ง หรือเท่ากับว่ารีพับลิกันไม่อาจมีสมาชิกมากกว่า 1 คน เห็นค้านกับพรรคตัวเองได้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนและอุปสรรคสำคัญสำหรับทรัมป์ในการผลักดันนโยบาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับในครั้งนี้รีพับลิกันเผชิญความยุ่งยากมากกว่าปกติในการอภิปรายเพื่อผ่านงบประมาณระยะสั้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 19 ม.ค. เนื่องจากวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตใช้ยุทธวิธี "อภิปรายแบบประวิงเวลา" (Filibuster) เพราะต้องการให้ร่างงบประมาณ รวมไปถึงส่วนสำหรับการช่วยเหลือเหล่า "ดรีมเมอร์" หรือลูกของผู้อพยพที่เข้าสหรัฐมาอย่างผิดกฎหมายตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งเป็นนโยบายของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ทรัมป์ต้องการยกเลิก
การอภิปรายแบบประวิงเวลานั้น ทำให้การผ่าทางตันจำเป็นต้องใช้เสียง 2 ใน 3 สำหรับการลงมติรับร่าง หรือเท่ากับ 60 เสียงตามกฎของวุฒิสภา โดยผลการโหวตเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกสนับสนุนร่างดังกล่าวเพียง 50 เสียง เห็นค้าน 49 เสียง ซึ่งมีสมาชิกรีพับลิกัน 4 คนเห็นค้านต่อร่างดังกล่าว ขณะที่เดโมแครตแม้จะมีสมาชิกเห็นพ้อง 5 เสียง แต่ลดลงจาก 45 เสียงที่เคยผ่านงบประมาณระยะสั้นในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ความล้มเหลวในการโหวตดังกล่าวทำให้รัฐบาลเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์หลังเข้าสู่วันที่ 20 ม.ค. โดยมีการพักงานข้าราชการในหลายส่วน เช่น เจ้าหน้าที่ 83% จากทั้งหมดเกือบ 9 หมื่นคน ในกระทรวงการคลัง ขณะที่คณะกรรมการซื้อขายโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ยังระงับการสอบสวนการร้องเรียน จากผู้บริโภค ส่วนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ลดจำนวนพนักงานที่มาทำงานลงเหลือ 300 คน จากทั้งหมดราว 4,600 คน
ในส่วนของกิจการต่างประเทศนั้น กระทรวงต่างประเทศสหรัฐพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด โดยการทำหนังสือเดินทางหรือวีซ่ายังคงดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงต่างประเทศมักได้รับงบประมาณ 2-3 ปีครั้ง และไม่จำเป็นต้องใช้หมดภายใน 1 ปี จึงมีงบประมาณสำรองเก็บไว้ โดยการชัตดาวน์จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่ง เจ้าหน้าที่ไปเจรจาสนธิสัญญาค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) นัดที่ 6 ใน วันที่ 23 ม.ค.
ทว่าการชัตดาวน์ในครั้งนี้ทำให้ทรัมป์อาจต้องยกเลิกการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งควรจะเป็นการเปิดตัวบนเวทีดังกล่าวครั้งแรกของทรัมป์ด้วย
ด้านบริษัทข้อมูลเอสแอนด์พี โกลบอล คาดการณ์ว่า การชัตดาวน์ในครั้งนี้จะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) หรือทำให้ขนาดเศรษฐกิจที่แท้จริงหลังปรับอัตราเงินเฟ้อหายไป 0.2% ในทุกสัปดาห์ที่มีการชัตดาวน์จากการคำนวณของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งผลกระทบดังกล่าวเรียกว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจสหรัฐที่ 19 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 608 ล้านล้านบาท)
"คำถามคือการชัตดาวน์ครั้งนี้จะยืนยาวไปได้นานแค่ไหน ซึ่งจะช่วยในการพิจารณาได้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะออกมาเป็นอย่างไร ในการชัตดาวน์ครั้งที่แล้วยาวนานประมาณ 2 สัปดาห์ และผลกระทบต่อระยะยาวนั้นเล็กน้อย ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าทำไมตลาดถึงไม่ตื่นตระหนกนัก" เครก เอียร์ลัม นักวิเคราะห์ตลาดการเงินของโอยันด้า บริษัทโบรกเกอร์ค่าเงิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อผ่านงบประมาณระยะสั้นมีแนวโน้มจะประนีประนอมกันได้เช่นทุกครั้ง แต่ปัญหาความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างสองพรรคจะยังคงอยู่ และจะต้องไปเผชิญหน้ากันอีกใน "การเจรจาเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ" ในเดือน ก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องออกงบประมาณระยะสั้นมาตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากไม่อาจผ่านงบประมาณก้อนใหญ่ระยะยาวได้จากการชนเพดานหนี้
ทรัมป์ขยายเพดานหนี้ออกไปเป็น 20.455 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 654 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จากปริมาณหนี้ในปัจจุบันที่อยู่ที่ราว 20 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 640 ล้านล้านบาท) โดยนอกจากปัญหาด้าน งบประมาณแล้ว การไม่สามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อกู้ยืมใหม่มาใช้หนี้เก่าได้ จะทำให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้ได้ ส่งผลให้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ออกโรงเตือนอาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของสหรัฐลงจากระดับสูงสุด ที่ AAA
ในการหาทางขยายเพดานหนี้สาธารณะ นอกจากทรัมป์จะเผชิญกับฝ่ายค้านอย่างเดโมแครตแล้ว สมาชิก รีพับลิกันบางคนยังยึดถือแนวทางการลดงบประมาณขาดดุลและลดหนี้สาธารณะอย่างเข้มงวด ทำให้อาจจะเผชิญกับปัญหาเดิมอีก แม้จะใช้วิธีผ่านเสียงข้างมากที่ 51 เสียง
โอกาสเดียวที่อุด "จุดอ่อน" ของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันกฎหมายต่างๆ คือ การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งปัจจุบันผลสำรวจของมหาวิทยาลัยควินนิเพียก พบว่า 51% ของชาวอเมริกันจะโหวตให้กับผู้สมัคร พรรคเดโมแครต ขณะที่ 40% จะโหวตให้กับพรรครีพับลิกัน พบว่า 52% ของชาวอเมริกันต้องการให้เดโมแครตครองวุฒิสภา ขณะที่ 40% ต้องการให้พรรครีพับลิกันชนะ
รีพับลิกันจะพ่ายในศึกเลือกตั้งให้กับเดโมแครต หรือสามารถคว้าเสียงส่วนใหญ่ได้เพิ่มขึ้นจนสามารถผ่าทางตันทางการเมืองครั้งใหญ่แบบรัฐบาลพรรคเดียวที่แท้จริงได้หรือไม่นั้น คงต้องรอลุ้นกันในเดือน พ.ย.นี้ n







