
วางกติกาใหม่DW
“ธีระชัย” ฟันธงใช้เทิร์นโอเวอร์ลิสต์ดูแล DW อาจไม่เหมาะสม ระดมสมองหาแนวทางใหม่
“ธีระชัย” ฟันธงใช้เทิร์นโอเวอร์ลิสต์ดูแล DW อาจไม่เหมาะสม ระดมสมองหาแนวทางใหม่
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การใช้เทิร์นโอเวอร์ลิสต์ในการดูแลใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงหุ้นสามัญ (DW) เห็นว่าอาจมีความไม่เหมาะสม เนื่องจากเทิร์นโอเวอร์ลิสต์เป็นแนวทางเพื่อใช้ดูแลการซื้อขายของหุ้นสามัญ แต่ DW เป็นสินค้าประเภทอนุพันธ์ ดังนั้นจึงได้ให้ผู้เกี่ยวข้องของทุกหน่วยงานไปศึกษาเพื่อหากฎระเบียบอื่นมาใช้ดูแลแทน
ก่อนหน้านี้ ทางตลาดหลักทรัพย์ก็กำลังทบทวนเกณฑ์ดูแล DW เช่นกัน หลังจากเห็นว่า DW จำนวน 10 ตัว ติดแคชบาลานซ์ (นักลงทุนจะต้องวางเงินสดทั้ง 100% ก่อนสั่งซื้อ) จากที่มีอยู่ในตลาดทั้งหมด 17 ตัว
นายธีระชัย กล่าวต่อว่า เม็ดเงินที่ไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะนี้ไม่ได้สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ และเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเก็งกำไรค่าเงิน เพราะมีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นได้เช่นกัน แต่เห็นว่าค่าเงินเป็นผลตอบแทนรองมากกว่า
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX กล่าวว่า ขณะนี้ทางตลาดหลักทรัพย์และสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของเกณฑ์ที่ใช้ดูแลการซื้อขาย DW
ด้านตลาดหุ้นบวกกันทั่วโลก นำโดยดัชนีดาวโจนส์ พุ่งแรง 193 จุด หรือ 1.80% ปิดที่ระดับ 10,944 จุด หลังจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าบวกแรง และราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่งผลให้หุ้นเอเชียเพิ่มขึ้นถ้วนหน้า
สำหรับตลาดไทยดัชนีผันผวนสูง ระหว่างวันติดลบก่อนมีแรงไล่ซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานดันดัชนีปิดสูงสุดของวันที่ 979 จุด บวก 9.72 จุด หรือ 1% ด้วยมูลค่าซื้อขายปานกลาง 38,154 ล้านบาท หลังจากนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ 2,738 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ต่อ 2,522 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ค่าเงินเอเชียแข็งต่อ และเงินบาทหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 13 ปี จากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลง หลังจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 2 หรือ QE2 ในการประชุมครั้งต่อไป วันที่ 23 พ.ย.นี้ ภายหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจ
“สินทรัพย์การเงินทั่วโลกเพิ่มขึ้น เพราะตลาดคาดว่าธนาคารกลางหลายแห่งจะออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หรือเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย จึงไม่แปลกใจที่ราคาน้ำมันและราคาทองคำเพิ่มขึ้นมาก และมีผลให้ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้น 150 บาทต่อหนึ่งบาท” แหล่งข่าวเปิดเผย







