
เครื่องสำอางพรีเมียมคึก
คาเนโบส่งรุ่นหรูรับตลาดฟื้นตามศก. คลีนิกข์ปรับโฉมขยายหาลูกค้าใหม่
โพสต์ทูเดย์
— เครื่องสำอางหรูมีสีสัน คาเนโบเปิดรุ่นหรูรอบ 75 ปี ไทยพร้อมญี่ปุ่น รับตลาดเคาน์เตอร์ดูแลผิวโต 3% ด้านคลีนิกข์ปรับโฉม เจาะลูกค้าใหม่ หวังโต 2 หลักนายโทมิเอะ โอนิชิ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวสินค้าดูแลผิวสกินแคร์ระดับซูเปอร์พรีเมียมครั้งแรกในรอบ 75 ปี ภายใต้ชื่อ อิมเพรส แกรนมูลา โดยเปิดตัวในไทยพร้อมกับประเทศญี่ปุ่น จากนั้นจะทยอยเปิดตัวทั่วโลกในเดือน พ.ย. เพื่อรับเศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาพรวมตลาดดูแลผิวเคาน์เตอร์แบรนด์กว่า 1 หมื่นล้านบาท ในไทย ซึ่งครึ่งปีแรกโต 12% จาก 45 ปีที่ผ่านมาตลาดไม่เติบโต จากเดิมเคยโต 2 หลัก หรือราว 10%
สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาต่อจากแบรนด์ อิมเพรส วางราคา 4.8 หมื่นบาทครีมบำรุงผิวขนาด40กรัม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวครบชุดจำนวน 3 ชิ้นราคา 7 หมื่นบาท ซึ่ง วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ระดับเดียวกับสกินแคร์ชั้นสูงแบรนด์ซิซเล่ย์และลาแมร์ จับกลุ่มผู้หญิงกำลังซื้อสูง อายุผิว 35 ปีขึ้นไป บริษัทเห็นว่าไทยเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต และเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญในอาเซียน โดยบริษัทแม่ได้จัดตั้งบริษัทลูกเข้ามาดูแลตลาดไทยโดยเฉพาะตั้งแต่ 45 ปีที่ผ่านมา
บริษัทได้ทยอยปรับปรุงเคาน์เตอร์กว่า 68 จุดทั่วประเทศ ภายใต้ 2 แนวคิด คือ 1.เคาน์เตอร์ ซากุระ รองรับผลิตภัณฑ์แบรนด์ลูนาโซล และแนวคิดเคาน์เตอร์สีขาว ที่จะเพิ่มพื้นที่ให้บริการมากขึ้น ใช้งบลงทุนเฉลี่ยกว่า 1 ล้านบาทต่อจุด พร้อมเตรียมพัฒนาเคาน์เตอร์ต้นแบบ (แฟล็กชิป) คาเนโบ ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ที่เตรียมปรับโฉมใหม่ปี 2554
จากกิจกรรมตลาดดังกล่าวบริษัทตั้งเป้าอิมเพรสเติบโต 20% ปัจจุบันตลาดดูแลผิวเคาน์เตอร์แบรนด์ระดับบนสุดในช่องทางห้างสรรพสินค้าโตกว่า 10% กว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมีสมาชิกคาเนโบกว่า 2.4 หมื่นราย ซื้อเฉลี่ย 1 เดือนครึ่ง2 เดือนต่อครั้ง การซื้อต่อครั้ง 3,500 บาท ตั้งเป้าสิ้นปีโต 7% จากปีที่ผ่านมาเติบโต 5% ขณะภาพรวมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวโต 23% ในสิ้นปี 2553 นี้
ปัจจุบันบริษัททำตลาดผลิตภัณฑ์หลักในไทยทั้งกลุ่มดูแลผิวและเครื่องสำอาง อาทิ คาเนโบ, ลูนาโซล, คอร์เฟรโด ฯลฯ โดยแบรนด์คาเนโบ ถือเป็นอันดับ 2ในตลาดประเทศญี่ปุ่น รองจากชิเซโด
โพสต์ทูเดย์คลีนิกข์ เปิดตัวเคาน์เตอร์แบรนด์โฉมใหม่แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ลุยขยายฐานลูกค้าใหม่ สิ้นปีหวังโต2หลัก
ด้านนางนันทวัลย์ เหล่าสินชัย ผู้จัดการทั่วไปเครื่องสำอางคลีนิกข์ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทใช้กลยุทธ์การทำตลาดระดับโลกกับผลิตภัณฑ์คลีนิกข์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทใช้งบกว่า 7 ล้านบาท เปิดตัวเคาน์เตอร์ผลิตภัณฑ์คลีนิกข์ภายใต้แนวคิดใหม่
“เซอร์วิส แอส ยัวร์ ไลค์” ผ่านช่องทางห้างสรรพสินค้าในไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นรูปแบบเคาน์เตอร์เดียวกับในนิวยอร์กและลอนดอน สหราชอณาจักร ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ทั้งนี้ เคาน์เตอร์คลีนิกข์แนวคิดใหม่ จะเข้ากับพฤติกรรมการซื้อของคนรุ่นใหม่ที่เลือกซื้อสินค้าด้วยตนเอง หวังสิ้นปีนี้ยอดขายจะโตได้ 2 หลัก จากปีก่อนเติบโตเพียงหลักเดียวได้เปิดให้บริการเป็นร้านต้นแบบแห่งในห้างสรรพสินค้าพารากอน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบัน ด้วยการจัดวางสินค้าพร้อมแสดงป้ายราคาชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจและเลือกดูผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ณ จุดขายว่าต้องการซื้อในช่วงนั้นได้หรือไม่ โดยเคาน์เตอร์ดังกล่าวมีพื้นที่ให้บริการ 64 ตร.ม. และคงสัดส่วนพื้นที่ให้บริการด้านๆต่างๆเหมือนเดิมหรือ ฟูลเซอร์วิส ในผลิตภัณฑ์คลีนิกข์ กลุ่มต่างๆ จากปัจจุบันมีเคาน์เตอร์ให้บริการทั้งสิ้น 43 แห่ง
หลังจากเปิดให้บริการเคาน์เตอร์รูปแบบใหม่ดังกล่าวช่วงเกือบ 1เดือนที่ผ่านมา ได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย ทั้งที่เป็นสมาชิกลูกค้าอายุระหว่าง 2545ปี ที่ปัจจุบันมีกว่า 1 แสนราย ซึ่งใช้งานจริงสัดส่วน60% และยังเป็นการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เด็กลง หรือ เป็นวัยรุ่นในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่เข้ามาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในเคาน์เตอร์โฉมใหม่นี้มากขึ้น และส่งผลให้บริษัทมียอดขายสินค้าในเคาน์เตอร์คลีนิกข์โฉมใหม่เติบโตเพิ่มขึ้น20% จากปัจจุบันคลีนิกข์มีสินค้าให้บริการไม่ต่ำกว่า 1000 รายการ(เอสเคยู)
พร้อมกันนี้บริษัทยังเตรียมเปิดภาพยนตร์โฆษณชุดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ เลเซอร์ โฟกัส ที่ออกกาศไปเมื่อต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อรองรับหน้าขายผลิตภัณฑ์ในช่วง3เดือนสุดท้ายของปี53 ที่คาดว่าตลาดและเศรษฐกิจในภาพรวมจะฟื้นขึ้นเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา จากการที่ศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางเมืองบางแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราวจากปัญหาการเมือง ซึ่งเสียโอกาสในการทำตลาดของคลีนิกข์ด้วย เช่นกัน โดยบริษัทวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในระดับราคา700กว่า3,000 บาท โดยกลุ่มสมาชิกคลีนิกข์มีการใช้จ่าย3ครั้งต่อปีเฉลี่ยกว่า 1หมื่นบาท
จากแนวทางดังกล่าว บริษัทคาดสิ้นปีนี้จะมีอัตราการเติบโต2 หลัก จากปีที่แล้วบริษัทมีอัตราการเติบหลักเดียว โดยมียอดขายแบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์ปรนิบัติผิว(ทรีตเมนต์)สัดส่วน 65% กลุ่มแต่งหน้า(เมคอัพ)สัดส่วน 30% ที่เหลือ5% เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายและน้ำหอม และคาดว่าภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์เคานเตอร์แบรนด์ในปีนี้จะมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น จากกำลังซื้อที่คืนกลับมาคึกคักในช่วงปลายปีนี้







