
ประกันลงทุนนอกหนีดอกเบี้ยต่ำ
ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า ธุรกิจประกันภัยเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมีการลงทุนในต่างประเทศและสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทน ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องกดดันให้ธุรกิจประกันชีวิตมีการปรับตัวทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า ธุรกิจประกันภัยเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมีการลงทุนในต่างประเทศและสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทน ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องกดดันให้ธุรกิจประกันชีวิตมีการปรับตัวทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการลงทุน
ทั้งนี้ ไตรมาส 3 ของปี 2560 ธุรกิจประกันภัยเติบโต 5.7% จากระยะเดียวกันปีก่อน แยกเป็นธุรกิจประกันชีวิตโต 6.2% และธุรกิจประกันวินาศภัยโต 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
การลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนรวมของธุรกิจประกันชีวิตอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% จากระยะเดียวกันปีก่อน แต่สัดส่วนการลงทุนของธุรกิจประกันชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชนไทยรวม 71.8% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมดใกล้เคียงกับปีก่อน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในรายประเภทสินทรัพย์ พบว่าธุรกิจประกันชีวิตยังมีแนวโน้มขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มเติม แม้การลงทุน ในต่างประเทศจะชะลอลงเล็กน้อย ในไตรมาสแรก ปี 2560 จากปัญหา ด้านภูมิรัฐศาสตร์แต่กลับมาขยายตัว ได้ในช่วงที่เหลือของปี โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ธุรกิจประกันชีวิตลงทุนในต่างประเทศรวม 225.7 พันล้านบาท คิดเป็น 7.1% ของสินทรัพย์ลงทุน โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ
นอกจากการลงทุนในต่างประเทศแล้วธุรกิจประกันชีวิตยังมีการลงทุน ในประเทศในหลายประเภทสินทรัพย์โดยลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหา ริมทรัพย์ (Real estate investment trust : REIT) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นด้วย โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 6.66 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.1% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้นั้น แม้ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในตราสารหนี้ Investment Grade แต่เริ่มเห็นแนวโน้มการลงทุนในตราสารที่มีคุณภาพด้อยลงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน
อนึ่ง ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเริ่มส่งผลต่อธุรกิจประกันชีวิต รูปแบบการลงทุนของธุรกิจประกันชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้างดังที่กล่าวข้างต้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวของบริษัทประกันชีวิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายเพื่อรองรับความท้าทายในการบริหารสินทรัพย์และ หนี้สินภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ
สำหรับธุรกิจประกันวินาศภัยมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงลงทุนในตราสารที่คุณภาพด้อยลงเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนเช่นเดียวกัน สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันวินาศภัยมีมูลค่ารวม 309.1 พันล้านบาท ณ ไตรมาส 3 ปี 2560 เพิ่มขึ้น 3% จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชนไทย 38% เงินฝากสถาบันการเงิน 29% และตราสารทุนใน 28% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน
ขณะเดียวกัน ธุรกิจประกันวินาศภัยลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กองทุน REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 1.28 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4.1% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด รวมทั้งมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพด้อยลงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นเดียวกับธุรกิจประกันชีวิต
ตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2561 นี้ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทประกันชีวิตทั้งระบบที่เน้นการลงทุนในระยะยาว เพื่อจะให้ได้ผลตอบแทนในการนำมาคืนให้กับลูกค้าตามกรมธรรม์ ที่มีการค้ำประกันผลตอบแทนคงที่ เช่น การลงทุนในพันธบัตรระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) เพื่อนำเงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทมีความสนใจที่ เข้าลงทุน แต่ขอศึกษาความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าวก่อน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทให้การสนับสนุนการลงทุนของไทย เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศมาโดยตลอด แต่จะเน้นการลงทุนในระยะยาวเป็นหลักและคำนึงถึงความเสี่ยงจากการลงทุน
ขณะที่ บล.ไทยพาณิชย์ มองว่าทิศทางการลงทุนของธุรกิจประกันภัยปี 2561 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว







