posttoday
ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ที่พบบ่อยด้านสุขภาพ

ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ที่พบบ่อยด้านสุขภาพ

07 มกราคม 2561

มีความเชื่อและแนวปฏิบัติหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสุขภาพที่เราทุกคนอาจเคยได้ยินและเชื่อว่าเป็นความจริง

โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีความเชื่อและแนวปฏิบัติหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสุขภาพที่เราทุกคนอาจเคยได้ยินและเชื่อว่าเป็นความจริง แต่เมื่อมีการพิสูจน์โดยหลักฐานเชิงประจักษ์กลับพบว่าแนวปฏิบัติหรือความเชื่อดังกล่าวไม่มีสิ่งยืนยัน

ผมจะลองยกตัวอย่างเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับท่านผู้อ่านครับ

1.ทุกคนควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว/วัน แน่นอนว่าน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นที่มนุษย์ไม่สามารถจะขาดได้ แต่การพยายามดื่มน้ำปริมาณมากๆ ไม่มีข้อมูลว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น และการพยายามดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไปอาจเกิดผลเสียกับสุขภาพได้

คำแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว มาจากเอกสารคำแนะนำทางสุขภาพตั้งแต่ปี 1945 ที่กล่าวไว้ว่าปกติมนุษย์ต้องการน้ำประมาณวันละ 2.5 ลิตรและประมาณการว่าควรน้ำดื่ม 8 แก้ว (1 แก้ว = 240 ซีซี รวม 1,920 ซีซี)

แต่จริงๆ แล้วเราสามารถได้รับจากอาหารต่างๆ เช่น ผัก ผลไม้ อยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ในคนปกติร่างกายจะมีกลไกที่คอยเตือนว่าเราขาดน้ำและกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำเกิดขึ้น และในบางภาวะเราอาจต้องได้รับน้ำมากกว่าปกติ เช่น ในภาวะที่มีการเสียเหงื่อ อากาศร้อน การออกกำลังกาย ภาวะที่มีการเสียเลือด เป็นต้น

ดังนั้น การพยายามดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จึงไม่มีข้อมูลว่าจะช่วยให้สุขภาพของท่านดีขึ้น

2.การที่เด็กรับประทานของหวานทำให้มีเด็กมีพฤติกรรม Hyper มากขึ้น มีความเชื่อว่าในเด็กที่บริโภคอาหารที่มีรสหวานและมีน้ำตาลสูงจะทำให้เด็กมีภาวะตื่นตัว อยู่ไม่สุข ไม่มีสมาธิ หรือเรียกว่า “Hyper” มากกว่าปกติ

แต่จากการศึกษาทดลองที่มีการเปรียบเทียบพฤติกรรมของเด็ก ภายหลังการได้รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเทียบกับอาหารปกติมากกว่า 10 การทดลอง กลับไม่พบว่าการรับประทานอาหารหวานจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง แต่แน่นอนว่าอาหารที่หวานก่อให้เกิดผลเสียด้านอื่น เช่น โรคอ้วน ฟันผุ ติดอาหารหวาน ดังนั้นเด็กจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานด้วยสาเหตุเหล่านี้

3.การตากฝนหรือโดนอากาศเย็นทำให้เป็นหวัดง่ายขึ้น ในทางการแพทย์โรคหวัด (Common Cold) ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก จาม เจ็บคอ มีไข้ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น Rhinovirus ซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสหลายชนิดที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหวัด

การมีความเชื่อว่าเวลาอากาศเย็นหรือโดนฝนจะทำให้ติดเชื้อหวัดง่ายขึ้น หรือการที่ไม่เป่าผมให้แห้งหลังสระผมจะทำให้เป็นหวัดง่ายขึ้น แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันไม่มีหลักฐานที่ยืนยันหรืออธิบายได้ว่าสาเหตุของการติดเชื้อหวัดเกิดจากอากาศเย็น แม้ว่าจะมีข้อมูลในสัตว์ทดลองที่
พบว่าในภาวะที่มีอุณภูมิต่ำ เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจมีความสามารถในการต่อต้านเชื้อไวรัสลดลง แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันในมนุษย์

แต่มีทฤษฎีที่ว่าเมื่อมีอากาศเย็นมากๆ หรือมีฝนตก ผู้คนมักจะอยู่ภายในอาคารที่อาจมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก และอาจมีโอกาสของการแพร่เชื้อหวัดไปยังผู้อื่น ทำให้ดูเหมือนว่าเมื่อมีอากาศเย็นเราจะมีโอกาสติดเชื้อหวัดมากขึ้น (และต้องแยกอาการหวัดออกจากภาวะภูมิแพ้โพรงจมูกที่จะมีการคัดจมูก จาม น้ำมูกไหลมากขึ้น เมื่อสัมผัสอากาศเย็นหรือชื้น ซึ่งต่างจากการติดเชื้อไข้หวัด)

4.การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทำให้มีโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่หลังฉีด จริงๆ แล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ผลิตจากเชื้อที่ไม่สามารถทำให้เกิดโรคในคนได้ แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนส่วนหนึ่งอาจมีอาการไข้ต่ำๆ จากปฏิกิริยาของร่างกายได้ในเวลา 24 ชั่วโมงหลังได้รับวัคซีน

แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ท่านได้รับไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธ์ุ ขึ้นอยู่กับว่าสายพันธ์ุใดถูกเลือกมาผลิตวัคซีนในปีนั้น แต่ถ้าท่านเกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทันทีหลังจากการฉีดวัคซีน แสดงว่าท่านคงไปรับเชื้อมาระหว่างก่อนที่จะได้รับวัคซีน หรือระหว่างที่ไปรอฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาลก็เป็นไปได้

5.การรับประทานวิตามินซีช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัดได้ มีคนไข้หลายๆ คนนิยมรับประทานวิตามินซีเสริมในปริมาณที่สูง โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถลดโอกาสการติดเชื้อหวัดลงได้

แม้ว่าวิตามินซีจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่จากการศึกษาหลายๆ กรณีศึกษาพบว่าการรับประทานวิตามินซีสม่ำเสมอในคนที่ปกติและมีสุขภาพแข็งแรงดีจะไม่ลดโอกาสเกิดการติดเชื้อหวัด แต่อาจทำให้ระยะเวลาที่มีอาการหวัดลดลงประมาณ 1 วัน และถ้าเริ่มรับประทานหลังจากเริ่มมีอาการหวัดก็ไม่ทำให้อาการดีเร็วขึ้น

การให้วิตามินซีเสริมอาจมีประโยชน์ในคนบางกลุ่ม เช่น เด็กที่มีประวัติเป็นหวัดบ่อยๆ หรือในกลุ่มคนออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมหนัก เช่น นักวิ่งมาราธอน การได้รับวิตามินซีวันละ 200 มิลลิกรัมในคนกลุ่มนี้อาจลดโอกาสการติดเชื้อหวัดลงได้ประมาณ 50%

จะเห็นว่าการได้รับวิตามินซีอย่างต่อเนื่องจะมีประโยชน์ในคนบางกลุ่มเท่านั้น

นอกจากนี้แล้วจะเห็นว่าความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับสุขภาพที่มีการเชื่อหรือบอกต่อกันมา อาจไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์หรืออธิบายได้ โดยเฉพาะในยุคของดิจิทัลมีเดียที่ข้อมูลมหาศาลมีการแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีผู้พิสูจน์ความถูกต้อง

ท่านผู้อ่านทุกท่านจึงควรใช้วิจารณญาณและหาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนที่จะเลือกปฏิบัติตามข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน