
เกราะโลกอ่อนแรง
ระหว่างอะแลสกากับไซบีเรีย มีแม่น้ำใต้ดินไหลจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก
ระหว่างอะแลสกากับไซบีเรีย มีแม่น้ำใต้ดินไหลจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก แม่น้ำซึ่งไม่เหมือนสิ่งใดที่เรารู้จักบนพื้นผิวโลก สิ่งที่ไหลไม่ใช่น้ำแต่เป็นเหล็กเหลวที่ไหลลึกถึง 3,000 กิโลเมตร
แม่น้ำเหล็กเหลวที่กว้าง 420 กิโลเมตรนี้ ไหลเร็วได้ถึง 5 เมตร/ชั่วโมง หรือ 50 กิโลเมตร/ปี คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลีดส์และมหาวิทยาลัยเทคนิคัลในเดนมาร์ก บอกว่า มันกำลังเพิ่มความเร็ว ข้อมูลของพวกเขาแสดงว่าขณะนี้ มันไหลเร็วกว่าเมื่อ 15 ปีก่อนถึง 3 เท่า และเร็วกว่าที่อื่นใดภายในโลก เมื่อรวมกับหลักฐานอื่น แม่น้ำนี้จึงไปสนับสนุนข้อสงสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่ว่าแก่นโลกมีพลวัตมากกว่าที่เคยเชื่อกันมาแต่ก่อนมาก หมายความว่าสนามแม่เหล็กสำคัญของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการสลับขั้วที่สร้างความปั่นป่วนก็อาจใกล้จะเกิดขึ้น
เกราะของโลกกำลังอ่อนแรง
ดาวเทียมสวอร์ม (Swarm) 3 ดวงของยุโรป ค้นพบแม่น้ำเหล็ก เพราะความแปรผันในสนามแม่เหล็กโลก แต่ในระยะยาวความแปรผันนั้นอาจบ่งถึงปัญหาร้ายแรงของโลกด้วย นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า ในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมานั้น ขั้วเหนือแม่เหล็กได้ "เต้นรำ" ไปรอบๆ ขั้วโลกเหนือทางภูมิศาสตร์ที่ความเร็ว 15 กิโลเมตร/ปี ยิ่งกว่านั้น กำลังของสนามแม่เหล็กก็อ่อนลงราวร้อยละ 10 นับตั้งแต่ทศวรรษ 1860 ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามทำความเข้าใจว่าสนามแม่เหล็กเกิดจากกระบวนการใดและผลกระทบที่จะมีต่อมนุษยชาติหากสนามแม่เหล็กอ่อนแรงลงหรือหายไปจนหมดสิ้น
ต้นตอของสนามแม่เหล็กคือการไหลของชั้นของเหลวในแก่นโลกส่วนนอก แม่น้ำเหล็กเหลวที่ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเป็นส่วนหนึ่งของกระแสของเหลวดังกล่าว และมีส่วนในการเกิดไดนาโมที่เสริมพลัง ตัวเอง แต่ไดนาโมนั้นก็ไม่เสถียรเท่าไร นักธรณีวิทยาได้แสดงว่าสนามแม่เหล็กสามารถสลายเกือบหมดและสลับขั้วได้ แปลว่าเข็มทิศที่ชี้เหนือจะชี้ไปทางใต้ นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนขั้วหรือไม่ แต่พวกเขารู้ว่าขั้วแม่เหล็กโลกเคยสลับมาแล้วหลายครั้งในอดีต ครั้งล่าสุดคือเมื่อ 7.8 แสนปีมาแล้ว การสลับขั้วมีความถี่ไม่แน่นอน โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ทุกๆ 3.7 แสนปี
สนามแม่เหล็กที่แรงกล้าและมีความเสถียรเป็นเงื่อนไขหนึ่งของอารยธรรมโลกถูกโหมกระหน่ำอยู่ตลอดเวลาด้วยอนุภาคจากอวกาศ ซึ่งถูกสนามแม่เหล็กหักเหไป มีแต่แถบขั้วโลกซึ่งเส้นแรงแม่เหล็ก ค่อนข้าง ตั้งฉากที่อนุภาคอาจจะเล็ดลอดเข้ามาถึงบรรยากาศชั้นบน ทำให้เกิดแสงเหนือใต้ สนามแม่เหล็กที่อ่อนแรงเนื่องจากการสลับขั้วจะหมายถึงเกราะอวกาศที่อ่อนแรง อนุภาค จะเล็ดลอดผ่านแนวป้องกันลงสู่พื้นผิวโลกได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในคอมพิวเตอร์ขั้นวิกฤต อุปกรณ์เทคโนโลยีเสียหาย เกิดปัญหากระแสไฟฟ้า รวมถึงเกิดอาการบาดเจ็บและโรคที่ร้ายแรงเพิ่มขึ้น
มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลโดนมาแล้ว
ยังไม่มีใครรู้ต้นเหตุของการสลับขั้วโดยละเอียด ทฤษฎีที่ดีที่สุดของนักธรณีวิทยาคือที่ความลึก 3,000-5,000 กิโลเมตร มีบางจุดที่ขั้วแม่เหล็ก มีค่าตรงข้ามกับสนามแม่เหล็กใหญ่ เช่น ที่ใต้ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นต้น ถ้าพื้นที่เหล่านี้แผ่กว้างขึ้นมากพอ สนาม แม่เหล็กใหญ่ย่อมถูกกระทบด้วย และผลจะเป็นได้ 2 ทาง คือ สนามแม่เหล็กเหมือนเดิมหรือเกิดการ สลับขั้ว
แต่การจะมีบริเวณที่สนามแม่เหล็กสลับขั้วจะต้องมีความแปรผันในการไหลของพลังงานและวัสดุในแก่นโลกส่วนนอก ในแบบจำลองสนามแม่เหล็กด้วยคอมพิวเตอร์ การสลับขั้วอย่างกะทันหันจะไม่เกิดขึ้นในแก่นที่เป็นเนื้อเดียวกันและสมมาตร แต่หากใส่ความไร้ระเบียบและอสมมาตรเข้าไป เช่น แม่น้ำเหล็กเหลว การสลับขั้วจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ข้อมูลธรณีวิทยาบ่งชี้ว่าการสลับขั้วจนสมบูรณ์จะใช้เวลาราว 1,000-20,000 ปี แต่กระบวนการจะ ไม่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างราบรื่น สนามแม่เหล็กจะแตกเป็นสนามย่อยจำนวนมาก ส่งผลให้โลกมีขั้วแม่เหล็กเหนือและใต้หลายขั้วในเวลาเดียวกัน ในสถานการณ์เช่นนั้น การนำทางด้วยเข็มทิศแม่เหล็กย่อ จะเป็นไปไม่ได้ ขณะสลับขั้วพลังของสนามแม่เหล็กจะลดลงกว่าร้อยละ 90 ในศตวรรษหรือสหัสวรรษที่สนาม แม่เหล็กอ่อนแอที่สุดโลกจะได้รับรังสีจากอวกาศมากขึ้นหลายเท่า ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเคยมีผลต่อวิวัฒนาการของมนุษย์มาแล้ว
ฌ็อง-ปีแยร์ วาเล และเอแลน วาลาดา สอง นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสบอกว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาศึกษาอดีตตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด เมื่อ 4.1 หมื่นปีก่อน เมื่อประชากรมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในยุโรปล่มสลาย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของ แม่เหล็กโลก ครั้งนั้นสนามแม่เหล็ก "เตรียมตัว" จะสลับขั้ว และอาจสลับแล้วในช่วงสั้นๆ แต่ลงท้าย สนามแม่เหล็กก็กลับคืนสภาพเดิม
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วงเหตุการณ์ลาช็อง (Laschamp event) ซึ่งขั้วเหนือและใต้สลับไป-มา ในช่วง 250 ปี และพลังสนามแม่เหล็กหายไป ร้อยละ 95 ทำให้ชั้นโอโซนเหนือทวีปยุโรปถูกทำลาย รังสีอัลตราไวโอเลตที่ก่อมะเร็งได้จากดวงอาทิตย์จึงส่องลงมาถึงผิวโลกมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงทางรังสีไม่ใช่คำอธิบายที่ ครบถ้วนสำหรับการล่มสลายของมนุษย์นีแอน-เดอร์ทัล แต่ตามทฤษฎีของวาเลกับวาลาดาแล้ว มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล อ่อนแอลงมากจนไม่อาจจะรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคน้ำแข็ง และการมาถึงทวีปยุโรปของ มนุษย์พันธุ์ใหม่
"คำพิพากษา" ในปี 2034
เมื่อรู้อย่างนี้ ย่อมน่าสนใจตรงที่พัฒนาการของสนามแม่เหล็กโลกในขณะนี้ดูคล้ายตอนช่วงเริ่ม เหตุการณ์ ลาช็อง พลังของสนามลดลงเร็วมากและพื้นที่ในส่วนนอกของแก่นโลกที่มีขั้วสลับก็กว้างขึ้นถึงที่สุด ภายในไม่กี่ร้อยปีเราอาจพบกับช่วงเวลาที่เกราะป้องกันรังสี อวกาศของโลกแทบไม่มีเหลือ
นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน และจีนกำหนด เส้นตายสำหรับจุดที่เราจะรู้ว่าการสลับขั้วจะมาหรือไม่ไว้แล้ว หากความเปลี่ยนแปลงในแก่นโลกไม่ย้อนกลับ ภายในปี 2034 ความล่มสลายของ สนามแม่เหล็ก ก็จะไม่มีทางเลี่ยง ดังนั้น เราจึงควรเริ่มคิดเรื่องการปกป้องตนเองรวมถึงเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่ล้วนบอบบางของเรา เพราะเราคงไม่อยากพบกับชะตากรรมเดียวกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นแน่ n







