
จับตานํ้ามันปี’61 แตะบาร์เรลละ60ดอลลาร์
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์ ราคาน้ำมันในตลาดโลกถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจเกือบทุกประเภท ตลอดจนการดำรงชีวิตประจำวัน ดังนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันมีผลกับบุคคลในสังคมทุกระดับ
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
ราคาน้ำมันในตลาดโลกถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจเกือบทุกประเภท ตลอดจนการดำรงชีวิตประจำวัน ดังนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันมีผลกับบุคคลในสังคมทุกระดับ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทีมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. แสดงความเห็นว่า สถานการณ์น้ำมันโลกที่เกิดขึ้น เป็นยุคของการแย่งตลาดน้ำมัน ระหว่างกลุ่มโอเปกและสหรัฐ ซึ่งนับตั้งแต่สหรัฐเดินหน้าเริ่มผลิตเชลออยล์ในปี 2552 ทำให้กลุ่มโอเปกเพิ่มกำลังผลิตเพื่อแข่งขันตลาดผู้บริโภคในปี 2557 จนกำลังผลิตน้ำมันโลกเริ่มล้นตลาด และกดดันทำให้ราคาลดลงมากในปี 2558-2559
มีการประเมินไว้ก่อนการประชุมกลุ่ม ผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และนันโอเปกเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยคาดว่าที่ประชุมจะมีการตัดสินหลายกรณี คือ ไม่ต่ออายุการลดกำลังผลิตน้ำมัน จากกำหนดการเดิมคือวันที่ 31 มี.ค. 2561 หรือตัดสินใจขยายเวลาการต่ออายุการลดกำลังผลิตน้ำมันเป็นเดือน มิ.ย. 2561 ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ระดับ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
โดยอีกทางเลือกคือเลื่อนเป็นเดือน ธ.ค. 2561 จะส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 52-57 ดอลลาร์/บาร์เรล เพราะปริมาณน้ำมันที่เหมาะสมจะทำราคาปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้กลุ่มประเทศ โอเปกและนันโอเปก ในทางกลับกันสหรัฐมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกลับเป็นบวก และสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง
ท้ายสุดเมื่อที่ประชุมกลุ่มโอเปกได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าจะขยายมาตรการลดกำลังผลิต 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 โดยการลดกำลังการผลิตดังกล่าว เพื่อลดภาวะน้ำมันล้นตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันตกต่ำ และกระทบต่อเนื่องไปยังสถานะทางการเงินของเหล่าชาติผู้ผลิตน้ำมันเอง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวก็มีส่วนทำให้ราคาน้ำมันทะยานจากระดับไม่ถึง 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงต้นปี 2559 มาอยู่ที่กว่า 60 ดอลลาร์/บาร์เรลในปัจจุบัน และช่วยลดคลังสำรองของประเทศต่างๆ คืนสู่ระดับปกติด้วย แต่ราคาจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ หรือจะมีปัจจัยใดเข้ามากระทบต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
รายงานข่าวจากผู้ค้าน้ำมันดิบ เปิดเผยว่า คาดการณ์ในปี 2561 ตลาดน้ำมันค่อนข้างอยู่ในภาวะสมดุล แต่ยังต้องเกาะติดท่าทีของสหรัฐ จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบหรือไม่ เพราะล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามรับกฎหมายปฏิรูปภาษีที่วุฒิสภาเสนอ ที่มีสอดแทรกมติอนุมัติการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อาริคติก เนชั่นแนล ไวลด์ไลฟ์ รีฟิวจ์ (เอเอ็นดับเบิ้ลยูอาร์) ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคนก่อนคัดค้านอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2561 ราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2560 เล็กน้อย และเคลื่อนไหวในกรอบ 55-60 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 98.9 ล้านบาร์เรล/วัน จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทั้งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกที่ต้องการปรับลดปริมาณการผลิต จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำคัญที่ช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายในการลดน้ำมันดิบคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วให้กลับมาอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีให้ได้ ในขณะที่ไนจีเรียและลิเบียตกลงที่จะเข้าร่วมในข้อตกลงนี้ด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ
ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการรวบอำนาจของมกุฎราชกุมารของซาอุดิอาระเบีย และสงครามระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านนับเป็นความไม่แน่นอนของตลาดน้ำมันโลกที่ต้องจับตามองในปี 2561 ซึ่งอาจส่งผลให้ความพร้อมในการจำหน่าย (ซัพพลาย) น้ำมันดิบตึงตัวมากขึ้น
"ตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อราคาน้ำมันยังมาจากปัจจัยทางการเมืองในตะวันออกกลางด้วย โดยสถานการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลางยังตึงเครียดหลังกลุ่มกบฏในเยเมนยิงขีปนาวุธจากฐานที่มั่นเพื่อโจมตีเป้าหมายที่คาดว่าเป็นหนึ่งในพระราชวังในกรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่ระบบป้องกันขีปนาวุธของซาอุดิ อาระเบียสามารถสกัดกั้นได้ โดยซาอุดิ อาระเบียประกาศว่าขีปนาวุธที่กองกำลังดังกล่าวใช้นั้น ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ซาอุดิอาระเบียและอิหร่านไม่ดีนัก และอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้" รายงานข่าวระบุ
ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ.ได้ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการเมือง โดยคาดว่าราคาน้ำมันขายปลีกภาพรวมของปี 2561 หากราคาน้ำมันดิบไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติหรือปัจจัยที่อยู่นอกการควบคุม ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์/บาร์เรล
ทั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศใกล้เคียงกับปี 2560 หรือขยับขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 25-27 บาท/ลิตร ที่เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ระดับ 23-26 บาทกว่า/ลิตร ขณะที่การประเมินแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ซึ่งในปี 2560 เฉลี่ยได้ปรับลดลงจากปีก่อน 4 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย
โดยปี 2561 คาดว่าค่าเอฟทีจะทรงตัวจากปัจจัยราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เมื่อพิจารณาราคาย้อนหลังจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ไม่สูง จะทำให้ราคาก๊าซฯ รักษาระดับในราคาที่ไม่หวือหวามากนัก แต่ประเด็นที่สำคัญยังต้องติดตามราคาน้ำมันดิบว่าจะมีทิศทางปรับสูงขึ้นหรือไม่ ตลอดจนปัจจัยค่าเงินบาทที่ยังมีความผันผวน ล่าสุดได้ปรับค่าแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว







