
กฎหมายต้องเข้ม
ภาครัฐ กลุ่มเครือข่ายประชาสังคม รณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนกันทุกปีโดยเฉพาะช่วงเทศกาล 7 วันอันตราย แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างน่าพึงพอใจ
ภาครัฐ กลุ่มเครือข่ายประชาสังคม รณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนกันทุกปีโดยเฉพาะช่วงเทศกาล 7 วันอันตราย แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างน่าพึงพอใจ
หากเทียบความสูญเสียจากอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายปีนี้ย้อนหลังไปช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วยกัน 5 ปีก่อน พบว่าในปี 2556 เสียชีวิต 365 คน บาดเจ็บ 3,329 คน ปี 2557 เสียชีวิต 366 คน บาดเจ็บ 3,345 คน ปี 2558 เสียชีวิต 341 คน บาดเจ็บ 3,117 คน ปี 2559 เสียชีวิต 380 คน บาดเจ็บ 3,505 คน ปี 2560 เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 478 คน บาดเจ็บ 4,128 คน ส่วนในปี 2561 ล่าสุดพบยอดผู้เสียชีวิตลดลงที่ 423 ราย ผู้บาดเจ็บ 4,005 คน
น่าสนใจว่า เหตุที่มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีหลังที่รัฐบาลทหารมีอำนาจพิเศษดูแลปัญหาความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ทว่าสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนก็ยังเข้าขั้นวิกฤต สอดรับกับองค์กรอนามัยโลกที่ระบุว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากลิเบีย เป็นเพราะการบังคับใช้กฎหมาย บทลงโทษต่างๆ ที่ยังไม่เข้มข้น ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึง ปัญหาเมาแล้วขับที่ยังเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล
รัฐบาล คสช.มีการออกมาตรการต่างๆ เช่น คลอดยาแรง ยึดรถ ผู้ขับขี่เมาสุรา และพบว่า มีรถถูกยึดจำนวนมาก แต่ยอดอุบัติเหตุกลับ ลดลงเพียงเล็กน้อย ถึงขนาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า ไม่ว่าจะมีกี่มาตรการ ถ้าจิตสำนึกของประชาชนยังไม่ตระหนักถึงความสูญเสียเหล่านี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้
ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญ คือ การสร้างจิตสำนึกของประชาชนให้ร่วมกันขับรถอย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร ไม่ประมาท ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทั้งที่ในช่วงหลัง การรณรงค์จาก สสส. มูลนิธิเมาไม่ขับ องค์กรภาคีที่เกี่ยวข้องได้ทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาอุบัติเหตุล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงหากสมาชิกในครอบครัวได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งโดยพลาดพลั้งหรือถูกลูกหลง แต่คนไทยก็ยังเมินเฉย สะท้อนถึง อาการตื่นตัวในระดับต่ำ ไม่สนใจต่อกฎจราจร เราจึงเห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่ใส่หมวกกันน็อก หรือขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนขึ้นสะพานลอย ฯลฯ
การจะให้ประชาชนเกิดความเกรงกลัว ต้องเพิ่มบทลงโทษและเอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างจริงจังโดยเฉพาะผู้ที่เมาแล้วขับ อาจถึงขั้นยึดใบขับขี่ถาวร เพิ่มค่าปรับ ตามลำดับ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการขับรถ นอกจากนั้นต้องเพิ่มเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ในการตรวจจับ วัดแอลกอฮอล์ ให้ครบครันเพื่อให้ประชาชนตื่นตัวถึงโทษที่จะได้รับหากทำผิดกฎหมายจราจร
เราเห็นว่า ภาครัฐและสังคมต้องจริงจังกับปัญหาเหล่านี้ให้เป็นวาระแห่งชาติต่อเนื่องทั้งปี ไม่เฉพาะในช่วง 7 วันอันตราย เพื่อลดการสูญเสียที่มีการประเมินตัวเลขสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท/ปี ทั้งต้นทุนในการรักษาดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน การสูญเสียทรัพยากร ทรัพย์สินเสียหาย ค่าจัดการอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ผลกระทบของผู้ประสบเหตุ และครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้อง มูลค่าความเสียหายมหาศาลนี้ควรเปลี่ยนมาใช้เป็นต้นทุนในการพัฒนา ปรับปรุง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งด้านการศึกษา และสาธารณสุข เพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศในระยะยาวแทน n







