
โอกาสทองเรือสำราญ ยอดนักเดินทางขยายตัว
ภูวดล โกมลรัตนเสถียร ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญ นับเป็นการท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งที่เป็นตัวผลักดันให้การท่องเที่ยวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชื่นชอบการพักผ่อน และหลงใหลกับการผจญภัยของเสน่ห์การเดินทางด้วยเรือสำราญ
ภูวดล โกมลรัตนเสถียร
ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญ นับเป็นการท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งที่เป็นตัวผลักดันให้การท่องเที่ยวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชื่นชอบการพักผ่อน และหลงใหลกับการผจญภัยของเสน่ห์การเดินทางด้วยเรือสำราญ
สมาคมเรือสำราญระหว่างประเทศ หรือซีแอลไอเอ จัดทำแนวโน้มอุตสาหกรรมการล่องเรือสำราญปี 2561 ประเมินว่า การท่องเที่ยวทางเรือสำราญจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปีนี้จะมียอดผู้เดินทางด้วยเรือสำราญแตะ 27.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มียอดผู้เดินทาง 25.8 ล้านคน
ขณะที่จำนวนเรือลำใหม่ที่จะออกให้บริการปีนี้จะมี 27 ลำ (เก็บตัวเลขจากยอดสั่งซื้อสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2560) จำนวนนี้เป็นเรือสำราญเส้นทางล่องแม่น้ำ 15 ลำ และเส้นทางมหาสมุทรและทะเล 12 ลำ อาทิ เอ็มเอสซี ครุยส์, ฮอลแลนด์อเมริกา, ซีบอร์น และคาร์นิวัล ครุยส์ เป็นต้น
ทั้งนี้ จากการสำรวจตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวที่เป็นสมาชิกสมาคมเรือสำราญระหว่างประเทศ 8 ใน 10 ของกลุ่มนี้ คาดว่าจะสามารถทำยอดขายแพ็กเกจเที่ยวเรือสำราญได้มากกว่าปีก่อน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ความต้องการของนักท่องเที่ยวในการล่องเรือสำราญเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20.5% โดย 5 อันดับแรกเป็น นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี อังกฤษ ออสเตรเลีย รองลงมา ได้แก่ แคนาดา อิตาลี ฝรั่งเศส บราซิล และสเปน
สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวเรือสำราญที่ได้รับความนิยม หนีไม่พ้นเส้นทางแคริบเบียน เส้นทางเมดิเตอร์เรเนียน เส้นทางยุโรปไม่รวมตะวันออกกลาง รวมถึงเส้นทางจีน เอเชีย ออสเตรเลีย อลาสกา และอเมริกาใต้ ซึ่งจะนำนักท่องเที่ยวล่องเรือเที่ยวตามเมืองและสถานที่ที่สำคัญในประเทศที่อยู่ในเส้นทางเดินเรือ
พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวเรือสำราญของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มีแนวโน้มชื่นชอบที่จะเดินทางท่องเที่ยวพร้อมครอบครัวกลุ่มใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยมีจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในสภาพอากาศหนาวเย็น รวมถึงการล่องเรือในแม่น้ำเล็กๆ ที่ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียล ส่วนเรือสำราญจะมีการพัฒนาในการต้อนรับกลุ่มนักเดินทางที่จัดสัมมนา และใส่ใจสุขภาพที่มียอดเติบโตมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาผู้ที่เคยเดินทางล่องเรือสำราญมีรายได้ต่ำกว่า 8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ
สอดคล้องกับ วาสนา ไพศาลอัคนี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จอยฟูล ฮอลิเดย์ ตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวเรือสำราญ กล่าวว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวเรือสำราญในปีนี้ จะเติบโตต่อเนื่องจากในปี 2560 เนื่องจากจะมีผู้เล่นและเรือลำใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันที่คึกคัก โดยบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายแพ็กเกจเที่ยวเรือสำราญโตขึ้นมากกว่า 20% จากปีก่อน ไม่นับการเติบโตจากแพ็กเกจขึ้นเรือที่ท่าเรือแลมฉบัง (โฮมพอร์ต) แต่หากนับรวมแพ็กเกจขึ้นเรือที่โฮมพอร์ตแหลมฉบังแล้ว จะเติบโตมากกว่า 100%
ทั้งนี้ หลังจากเรือสำราญคอสตา วิกตอเรีย ใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นโฮมพอร์ต สามารถขายแพ็กเกจท่องเที่ยวได้ต่อเนื่อง ซึ่งเส้นทางเดินเรือที่คนไทยล่องเรือสำราญส่วนใหญ่จะอยู่ในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดว่าแนวโน้มยอดนักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30-50%
โดยพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยจะมียอดค่าใช้จ่ายแพ็กเกจเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 หมื่นบาท/คน/เที่ยว ซึ่งจากธุรกิจการท่องเที่ยวเรือสำราญที่จะมีการแข่งขันมากขึ้นในปีนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีของนักท่องเที่ยวที่จะมีตัวเลือกในการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้ราคาของแพ็กเกจเรือจะไม่ปรับสูงขึ้น จากการแข่งขันระหว่างบริษัทเรือมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับรวมประเทศไทย มีตัวเลขคนเดินทางท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญยังค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบประเทศอื่นในภูมิภาค สาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากที่ผ่านมาการเดินทางจะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อต่อไปขึ้นเรือสำราญที่ท่าเรือของประเทศอื่น โดยไทยมีสัดส่วนนักเดินทางเรือสำราญเท่ากับเวียดนามที่ 3% เมื่อเทียบภูมิภาค ส่วนสิงคโปร์มีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคที่ 45%
ท้ายนี้ วาสนา ระบุว่า ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบปฏิบัติการในท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาขึ้นเรือบริเวณท่าเรือ เนื่องจากในปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังยังมีข้อจำกัดและความไม่พร้อมหลายประการ เมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน ที่ใช้ระยะเวลาเดินทางจากรถบัสขึ้นโฮมพอร์ตสามารถทำได้ภายใน 30 นาที ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังจะใช้เวลาเฉลี่ยถึง 2 ชั่วโมง
ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง ยกระดับโฮมพอร์ตเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น
หากไทยยังไม่เดินหน้าพัฒนาเพิ่มความพร้อมและสร้างตัวเลือกให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น ท้ายที่สุดแม้อุตสาหกรรมเรือสำราญจะเติบโตขึ้นเพียงใด แต่ไทยยังคงชะงักจากขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ตามหลังประเทศอื่นในภูมิภาค เม็ดเงินที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศก็จะเคลื่อนไปสู่ประเทศที่มีการพัฒนาและความพร้อมมากกว่าไทย







