
สินค้าเกษตรจุดบอด ไทยแลนด์ เทกออฟ
อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล ขณะที่ประเทศไทยปี 2561 จะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ เทกออฟ ตามการประกาศของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า หลังจากมีข่าวดีหลายด้านทั้งการจัดอันดับสถานะประเทศในการทำธุรกิจที่ดีขึ้นจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ได้ปรับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ของไทยขึ้น 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2559 มาอยู่ที่อันดับที่ 26 ในปี 2560
อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ขณะที่ประเทศไทยปี 2561 จะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ เทกออฟ ตามการประกาศของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า หลังจากมีข่าวดีหลายด้านทั้งการจัดอันดับสถานะประเทศในการทำธุรกิจที่ดีขึ้นจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ได้ปรับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ของไทยขึ้น 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2559 มาอยู่ที่อันดับที่ 26 ในปี 2560
รวมทั้งประเทศไทยยังได้รับการปลดธงแดงด้านการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) หลังไทยได้ปรับปรุงมาตรฐานการบินตามที่ไอเคโอกำหนด การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) จนสร้างความพอใจให้กับกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งในที่สุดอียูได้ยกระดับความสัมพันธ์การเจรจากับไทยในทุกมิติ ถือเป็นข่าวดีในรอบ 3 ปี หลังจากที่อียูยุติการเจรจากับไทยหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามา บริหารประเทศ
ข่าวดีล่าสุดกับการที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ประกาศการทบทวนนอกรอบด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับไทย โดยได้ปรับสถานะไทยมาอยู่ในบัญชีเฝ้าติดตาม (WL) ซึ่งเป็นการเลื่อนสถานะที่ดีขึ้นจากที่ไทยอยู่ในบัญชีเฝ้าติดตามเป็นพิเศษ (PWL) มาแล้วระยะเวลา 10 ปี ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้น
แต่สำหรับสินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นจุดบอดในการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ เทกออฟ อย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าฐานใหญ่ของเศรษฐกิจฐานรากคืออยู่ที่กลุ่มเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีจำนวนมากถึง 14 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศ 60 ล้านคน
แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหลายด้าน ซึ่งรวมถึงกลุ่มเกษตรกรด้วย แต่รายได้หลักของภาคเกษตรกรที่มาจากการปลูกพืชกลับไม่กระเตื้องขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและตัวเลขการส่งออกของไทย โดยราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ที่เกษตรกรขายได้ในสวนตามการเก็บข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่าได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดือน ม.ค. 2560 ราคาขาย 76.30 บาท/กก. แต่เดือน พ.ย. 2560 ลดต่ำมาอยู่ที่ 42.44 บาท/กก.
ราคายางพาราที่ปรับตัวลดลง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางขาดทุนจากต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 52-60 บาท/กก. ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อและชดเชยดอกเบี้ย เพื่อดูดซับยางออกจากตลาดและลดปริมาณการปลูกยางลง รวมถึงการให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อยางไปทำถนนได้ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการซื้อ 2 แสนตัน และกระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณาให้สินค้ายางพาราเข้ามาอยู่ในบัญชีควบคุม เพื่อให้กฎหมายเข้ามาจัดการปัญหาราคาตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าแม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก แต่ไม่ใช่ผู้กุมอำนาจราคายางเหนือตลาดโลกได้ เพราะผลิตภัณฑ์ยางผูกติดกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงส่งผลให้สินค้ายางที่ผลิตด้วยยางสังเคราะห์จากวัตถุดิบที่ได้จากน้ำมันดิบราคาลดลง ดึงราคายางธรรมชาติลดลงตามด้วย ทำให้การแก้ไขปัญหายางพาราของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะที่ปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าที่กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ จากการเพิ่มขึ้นของสต๊อกน้ำมันปาล์มเดือน พ.ย. 2560 ที่มีสต๊อกมากถึง 5.32 แสนตัน มากกว่าระดับปกติที่สต๊อกน้ำมันปาล์มควรอยู่ที่ 2-3 แสนตันเท่านั้น ส่งผลให้ราคาผลปาล์มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยราคาผลปาล์มในเดือน ม.ค. 2560 อยู่ที่ 5.41 บาท/กก. แต่ราคาเดือน พ.ย. 2560 ลดต่ำลงมาถึง 3.33 บาท/กก.
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ด้วยการให้กระทรวงพลังงานรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบทันที 1 แสนตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล พร้อมทั้งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณการผลิตไบโอดีเซลจากเดิม 4 ล้านลิตร/วัน เป็น 6 ล้านลิตร/วัน จะช่วยดูดน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบได้อีก 5 หมื่นตัน รวมแล้วจะลดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบในสต๊อกลงได้ 1.5 แสนตันภายใน 1-2 เดือนนี้ และการผลักดันเอกชนส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 2 แสนตัน ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ เพื่อผลักดันให้ราคาผลปาล์มปรับตัวสูงขึ้นตามเป้าหมายที่ 3.80 บาท/กก.
มาตรการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมัน ยังตอบโจทย์ไม่ได้ว่าจะผลักดันให้ราคาปาล์มปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เพราะการผลักดันการส่งออกไม่สามารถทำได้ทันที อีกทั้งยังมีอุปสรรคเรื่องเรือและแท็งก์ขนน้ำมันที่ไม่เพียงพอต่อการส่งออก หากผลักดันน้ำมันปาล์มออกไปได้ล่าช้า ผลผลิตปาล์มฤดูกาลใหม่ก็จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค. 2561 เป็นต้นไปจะตามเข้ามาสมทบสต๊อกอีกจำนวนมาก
ด้านราคาข้าวเปลือกนาปี 2560/61 ถือว่ามีปัญหาน้อยกว่าราคายางและปาล์มน้ำมันในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.4-1.5 หมื่นบาท/ตัน หรือสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่ยังต้องจับตาดูการปลูกข้าวรอบ 2 หรือข้าวนาปรัง 2561 ที่ผลผลิตจะออกมาในช่วงเดือน พ.ค. 2561 ว่าจะเกินกว่าเป้าหมายแผนข้าวครบวงจรที่กำหนดให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน
เห็นได้ว่าสินค้าเกษตรสำคัญของไทยยังมีปัญหาด้านโครงสร้างการผลิต คือเกษตรกรยังคงปลูกในพื้นที่ไม่ลดลงและบางส่วนเพิ่มขึ้น ทำให้การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแม้จะใช้ความพยายามในการอัดเม็ดเงินเข้ามาช่วยเหลือในรูปแบบของการปล่อยสินเชื่อหลายหมื่นล้านบาท แต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงผูกติดกับกลไกราคาในตลาดโลก เพราะเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ก็จะกลับมามีปัญหาราคาตกต่ำ
แม้สุดท้ายรัฐบาลจะใช้มาตรการให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ เพื่อมาปลูกพืชชนิดอื่นให้ตรงความต้องการตลาด เพื่อแก้ไขปัญหากับการที่เกษตรกรปลูกพืชชนิดเดียวกันจำนวนมากๆ หรือการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร (โซนนิ่ง) แต่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับพื้นที่และเปลี่ยนทัศนคติของภาคเกษตรกรที่อาจต้องใช้ระยะเวลาหลายปี ทำให้สินค้าเกษตรในปี 2561 ยังคงเผชิญความเสี่ยงกับราคาผันผวนตามกลไกตลาดโลก และกระทบต่อ รายได้หลักของเกษตรกร
ถือเป็นปมใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเป็นระยะ และเป็นจุดอ่อนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในการนำประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ เทกออฟ n







