
ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง(1)
นันทิยา วรเพชรายุทธผ่านพ้นปีเก่า 2017 เข้าสู่ยุคใหม่ 2018 กันแล้ว หลายคนมักจะใช้โอกาสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบปีแบบนี้ ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในรอบปีที่แล้ว เพื่อตั้งปณิธานใหม่ว่าเราจะทำอะไรและจะไม่ทำอะไรซ้ำอีกใน 1 ปีหลังจากนี้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ผ่านพ้นปีเก่า 2017 เข้าสู่ยุคใหม่ 2018 กันแล้ว หลายคนมักจะใช้โอกาสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบปีแบบนี้ ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในรอบปีที่แล้ว เพื่อตั้งปณิธานใหม่ว่าเราจะทำอะไรและจะไม่ทำอะไรซ้ำอีกใน 1 ปีหลังจากนี้
ถ้าจะให้เขียนโฟกัสอะไรสักอย่างเพียงแค่อย่างเดียวในปีใหม่นี้ ดิฉันคงขอย้ำกับเรื่อง "เศรษฐกิจใหม่" ที่หลายคนอาจได้เห็นหรือได้ยินบ่อยจนรู้สึกชินชาไปเสียแล้ว ทั้งที่เรากำลังอยู่ในยุคเริ่มต้นเท่านั้น
ในปีที่ผ่านมาประเด็นหนึ่งที่มักได้รับความสนใจในโลกโซเชียลมีเดียก็คือ การเขียนระบายความในใจของพ่อค้าแม่ค้าว่าเศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่ค่อยได้ หรือไม่คึกคักเหมือนหลายปีที่ผ่านมา แม้แต่พนักงานกินเงินเดือนก็ถูกเลย์ออฟออกจากงาน
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่เศรษฐกิจในภาพรวมทั้งของไทยและของโลกก็กำลังฟื้นตัวดีขึ้น ยิ่งตัวเลขส่งออกยิ่งโตแตะ 2 หลักชนิดที่ไม่ได้เห็นกันมานานหลายปี ขณะที่ตลาดหุ้นก็พุ่งทุบสถิติใหม่ให้ชื่นใจมาแล้ว
ไม่ว่าจะมีปัจจัยการเมืองเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เรามักจะมองข้ามไปก็คือ "โลกกำลังเปลี่ยนไป และประเทศไทยที่ดูว่าย่ำอยู่กับที่มานับ 10 ปี ก็กำลังเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน"
เป็นความจริงว่าทุกวันนี้เราเดินหาซื้อของตามห้าง ตลาด หรืองานขายของทั่วไปกันน้อยลง แต่ข้อมูลอีกด้าน ที่เราไม่ได้พูดประกอบด้วยก็คือ ยังมีธุรกิจอีกหลายประเภทที่ทำเงินได้ดีมากในปีนี้ โดยเฉพาะอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่ามูลค่าอี-คอมเมิร์ซไทยปี 2016 ที่ผ่านมา มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของ 10 ชาติอาเซียนไปแล้ว โดยโต 14% จากปีก่อนหน้ามีมูลค่าราว 2.56 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะโตต่อเนื่องแตะ 2.8 ล้านล้านบาท ในปี 2017
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเว็บ อี-คอมเมิร์ซหลายเจ้า อาทิ ลาซาด้าและช้อปปี้ต่างจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำและส่งสินค้าฟรีรับวันคนโสด 11/11 (11 พ.ย.) และเก็บตกก่อนจบปีใน วันที่ 12/12 (12 ธ.ค.) จนสามารถ กวาดลูกค้าได้ถล่มทลาย ดิฉันเองก็สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือและสินค้าอื่นๆ แบบตุนเอาไว้ จนยอมรับว่าไม่สามารถไปช็อปปิ้งตามห้างหรืองานเทศกาล ขายของปลายปีได้อีก
ตรรกะนี้แทบไม่ต่างอะไรกับที่เราใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่กันมากขึ้น แทนที่จะรอโบกรถแล้วยังต้องลุ้นเหมือนลุ้นหวยว่าคนขับจะไปหรือไม่ไป เช่นเดียวกับการกินข้าวที่หลายคนเริ่มสั่งอาหารทางออนไลน์กันมากขึ้น โดยที่ค่าธรรมเนียม 20-40 บาทนั้น แทบไม่มีผลในการตัดสินใจมากนัก
ที่ต่างประเทศเองนั้นมีตัวอย่างชัดเจนกับวันบ็อกซิ่งเดย์ หรือ วันช็อปกระหน่ำ หลังวันคริสต์มาส (26 ธ.ค.) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งปีนี้ยอดคนออกมาจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านลดลงถึง 4.5% จากปีก่อน เนื่องจากคนอังกฤษหันมาซื้อของออนไลน์กันแทน และส่วนหนึ่งยังถูกวันแบล็กฟรายเดย์ดึงยอดไปแล้วด้วย ขณะที่ช่วงเทศกาลแบล็กฟรายเดย์ในสหรัฐเอง ยอดก็เริ่มไปทยอยย้ายโปะในวันไซเบอร์มันเดย์มากขึ้นแทนเช่นกัน ทำให้ภาพบรรยากาศที่เราเคยเห็นฝรั่งหัวทอง หัวดำแห่กันไปตั้งแถวรองานเซลส์ตั้งแต่ห้างยังไม่เปิดเมื่อสัก 4-5 ปีก่อนเริ่มจางหายไปเรื่อยๆ
พรุ่งนี้มาอ่านต่อตอนที่ 2 กับเศรษฐกิจใหม่ในจีนและสหรัฐ ที่แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในระบบเศรษฐกิจเก่าก็ยังต้องปรับตัวหนีการตกยุคค่ะ







