
เงินเฟ้อจ่อเร่งเครื่อง กดดันการเงินเอเชีย 2018
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ในปี 2017 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ทิ้งทวนส่งท้ายปีด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 1.25-1.50% และยังปล่อยคาดการณ์ล่าสุดในเฟดด็อตพล็อตที่สำรวจความเห็นของคณะกรรมการการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) พบว่า ส่วนใหญ่เทไปที่การขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปี 2018
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในปี 2017 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ทิ้งทวนส่งท้ายปีด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 1.25-1.50% และยังปล่อยคาดการณ์ล่าสุดในเฟดด็อตพล็อตที่สำรวจความเห็นของคณะกรรมการการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) พบว่า ส่วนใหญ่เทไปที่การขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปี 2018
การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอีก 3 ครั้ง ในปีนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.00-2.25% และอาจยิ่งเป็นการกดดันให้ชาติอื่นต้อง เร่งตรึงนโยบายการเงินตาม เพื่อเลี่ยงภาวะการไหลออกของเงินทุนไปหาประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า
เงินเฟ้อของสหรัฐกำลังขยับขึ้นเพื่อรับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นและอัตราว่างงานที่ลดต่ำลง โดยอัตราเงินเฟ้อเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายของเฟดที่ 2% แต่ก็คาดว่าจะสามารถถึงเป้าหมายได้ในปีหน้า และการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ก็ทำให้นักวิเคราะห์มั่นใจว่าจะได้เห็นภาวะเงินเฟ้อถีบตัวเร็วขึ้นไปอีก
แผนปฏิรูปภาษีของทรัมป์ปรับลดภาษีทั้งสำหรับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา บริษัทหลายรายออกมาประกาศปรับขึ้นเงินเดือน จ่ายโบนัส และแผนลงทุน ตามหลังการลงนามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้แผนภาษีดังกล่าวที่จะปลดล็อกการ กระตุ้นเศรษฐกิจมากถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 48 ล้านล้านบาท) มีผลบังคับใช้จนถึงปี 2025
แผนปฏิรูปภาษีฉบับนี้จะยิ่งเป็นการกดดันเร่งให้เอเชียต้องขึ้นดอกเบี้ยตามไปอีก โดย แอนดรู ทิลตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเอเชียแปซิฟิก ของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจสหรัฐ สาขาฮ่องกง เปิดเผยว่า การปฏิรูปภาษีสหรัฐเป็นมาตรการการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม
ทางฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ -0.40% เช่นเดียวกับดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ 0% และดอกเบี้ยปล่อยกู้ให้สถาบันการเงิน 0.25% แต่จะเริ่มลดขนาดมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ หรือ คิวอี จากวงเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.3 ล้านล้านบาท)
ในเอเชียนั้น ธนาคารกลางเกาหลีใต้ กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียแรกที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.25% เป็น 1.50% นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 และยังเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ของเกาหลีใต้ด้วย โดยเป็นไปเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งในปีนี้ 3% และยังเป็นการขึ้นดอกเบี้ยตามเฟดอีกด้วย
สำหรับในกลุ่มอาเซียน สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ฟิลิปปินส์เป็นชาติหนึ่งที่คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน โดยอัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มขยายตัวถึง 3.2% ในปีนี้ ตามคาดการณ์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และยังอยู่ในระดับเป้าหมายที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ตั้งไว้ที่ 3-4% ซึ่งฟิลิปปินส์ มีความพร้อมมากขึ้นในการลงทุนทางการคลัง หลังผ่านแผนปฏิรูปภาษีที่ทำให้การทำงบประมาณของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับเครดิต ขึ้นอันดับเครดิตของฟิลิปปินส์ จากระดับ BBB- เป็น BBB เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง ประกอบกับการปฏิรูปภาษีช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการคลัง เป็นเครื่องหมายยืนยันความพร้อมได้เป็นอย่างดี โดยภาษีใหม่ของฟิลิปปินส์จะยกเว้นภาษีให้ผู้มีรายได้น้อยกว่า 2.5 แสนเปโซ/ปี (ราว 4.3 แสนบาท) และหันไปเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยและรถยนต์หรู รวมถึงภาษีน้ำตาลและปิโตรเลียม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่าจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าจากฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม ในอีกหนึ่งประเทศอย่างญี่ปุ่นที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้นแล้ว จนมีรายงานจากรอยเตอร์ส โดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลแดนซามูไรใกล้จะประกาศชัยเหนือภาวะเงินฝืดอันยาวนานมากว่า 15 ปีได้ก่อนที่จะขึ้นภาษีขายในปี 2019 แต่ในการประชุมครั้งล่าสุดในเดือน ธ.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่เอาไว้ และไม่ได้ส่งสัญญาณจะเลิกใช้มาตรการในเร็ววัน
อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่น (รวมอาหารและพลังงาน) ปรับขึ้น 0.9% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 แล้ว แต่การปรับขึ้นดังกล่าวยังคงห่างไกลกับเป้าหมายของบีโอเจที่ 2% และอาจเป็นการปรับขึ้นเพียงชั่วคราวจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งให้ บีโอเจต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำติดลบ 0.1% และการซื้อคืนสินทรัพย์เอาไว้
ญี่ปุ่นยังไม่ขยับ ส่วนเกาหลีใต้เองก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่า หลังจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด เกาหลีใต้จะยังคงใช้ดอกเบี้ยในอัตรานั้นไปอีกสักพัก ซึ่งหมายความว่า "ขาขึ้น" ของดอกเบี้ย ในเอเชียจะไปในทิศทางค่อยเป็นค่อยไปเสียมากกว่า
ชาติในเอเชียต่างมีทุนสำรองระหว่างประเทศรองรับภาวะเงินไหลออกจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ประกอบกับเศรษฐกิจร้อนแรงที่จะยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ทำให้เอเชียมีความพร้อมรับมือภาวะเงินทุนไหลออกได้ดีกว่าช่วงปี 2013 ที่สหรัฐส่งสัญญาณจะเลิกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบขนานใหญ่อย่างคิวอี จนทำให้กระแสทุนที่เคยไหลจากสหรัฐลงใน ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่านั้นพลิกกลับ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับการเล่าขานในชื่อ "เทเปอร์ แทนทรัม"
ทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เอเชียยังสามารถรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐได้ เนื่องจากสกุลเงินของภูมิภาคในปัจจุบันมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจทำผลงานได้ดี รวมถึงมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ
"ผมไม่คิดว่าการขึ้นดอกเบี้ย อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสะท้อน ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ จะกระทบอย่างหนักต่อเอเชีย" ประธานเอดีบี กล่าว







