posttoday
ลงทุนไม่ขยับ เงินบาทก็ไม่อ่อน

ลงทุนไม่ขยับ เงินบาทก็ไม่อ่อน

28 ธันวาคม 2560

ชลลดา อิงศรีสว่างเงินบาทแข็งค่าเริ่มจะเป็นปัญหาเรื้อรังต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะแข็งค่าต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายปี โดยในปี 2560 ค่าเงินบาทตลอดปี 2560 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.45-35.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทยอยแข็งค่าขึ้นตลอดจนปิดที่ 32.60 บาท/ดอลลาร์ในวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันทำการวันสุดท้ายของปี

ชลลดา อิงศรีสว่าง

เงินบาทแข็งค่าเริ่มจะเป็นปัญหาเรื้อรังต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะแข็งค่าต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายปี โดยในปี 2560 ค่าเงินบาทตลอดปี 2560 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.45-35.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทยอยแข็งค่าขึ้นตลอดจนปิดที่ 32.60 บาท/ดอลลาร์ในวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันทำการวันสุดท้ายของปี

เหตุผลที่เงินบาทแข็งค่าไปเรื่อยๆ มาจากเหตุผลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ปัจจัยในประเทศที่สนับสนุนเงินบาทแข็งค่าในปี 2560 โดยเฉพาะปัจจัยพิเศษจากการเมือง 2 ช่วง คือ ช่วงที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ไปขึ้นศาล และช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนเรื่องวัน เลือกตั้ง ในระยะดังกล่าวเห็นความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ประกอบกับปัจจัยเดิมยังอยู่จากการ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้นจากการ ส่งออกและการท่องเที่ยวเติบโตดี

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ คือ ทิศทางดอลลาร์อ่อนค่า สวนทางโดยสิ้นเชิงจากประมาณการเมื่อต้นปี 2560 ที่มองว่าจะเป็นทิศทางดอลลาร์แข็งและบาทอ่อน สาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เสื่อมลง จากหลายนโยบายไม่เกิดขึ้นจริงตาม ที่หาเสียง

ทั้งนี้ มองภาพรวมค่าเงินบาทตลอดปี 2560 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.45-35.90 บาท/ดอลลาร์ ทยอยแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงสนับสนุนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย และเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ยังเป็นผลจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพราะได้รับแรงกดดันจากสัญญาณการผลักดันมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐในระหว่างปีที่ล่าช้า รวมถึงความไม่แน่นอนของจังหวะ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

สิ่งที่ผู้ส่งออกและนักธุรกิจ ภาคเอกชนทั้งหลาย ต้องการรู้ก็คือแนวโน้มทิศทางค่าเงินบาทในปี 2561 นั้น จะเป็นอย่างไร

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2561 เชื่อว่าทิศทางค่าเงินบาทจะอ่อนค่า จากการ ที่เงินดอลลาร์แข็งค่า เพราะนโยบายทรัมป์ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เงินไหลกลับสหรัฐและเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็ว หลังเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวเร็วจากการขึ้นค่าจ้างเพื่อรักษาพนักงาน หลังอัตราว่างงานลดต่ำสุด ให้ประมาณสิ้นปีหน้า 34 บาท/ดอลลาร์ กรอบบวกลบ 5% จากสิ้นปี 2560 เป็นระดับการเคลื่อนไหวที่ไม่แรงถึงระดับ 10% ที่เกิดขึ้นในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เงินบาทอาจผันผวนไปได้ทั้งในด้านอ่อนค่าและแข็งค่าได้ จากความเสี่ยงตามเหตุการณ์ เช่น การเปลี่ยนตัวประธานเฟด การเลือกตั้งในอิตาลี การเลือกตั้งประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ส่วนการเลือกตั้งไทย ต้องจับสัญญาณการผ่านร่างและการประกาศวันเลือกตั้งช่วงเดือน ก.พ.และ มิ.ย.ก่อนวันเลือกตั้งช่วงปลายปี หากสัญญาณชัดเจนก็จะทำให้ต่างชาติเชื่อมั่น เข้ามาลงทุน หากไม่ชัดเจนก็ไม่มี ปัจจัยบวกเป็นพิเศษที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เริ่มปีใหม่ธนาคารกสิกรไทยประเมินค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ 32.40-32.80 บาท/ดอลลาร์ โดยตลาดจับตาการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ธ.ค. รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

เชาว์ มองว่า ตลาดเงินในประเทศและต่างประเทศในปี 2561 จะแยกออกจากกัน ตลาดเงินที่จะเกี่ยวข้องกับประชาชนคือดอกเบี้ยจะขยับขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องภายในประเทศของเราเอง หากเศรษฐกิจจากภายในเติบโตดีขึ้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลง สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ก็จะทำให้สภาพคล่องตึงตัวมีโอกาสจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย ในตลาด ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยนโยบาย

นอกจากนี้ หากการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็น รูปธรรมในปีนี้ ไม่เกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อไป เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกิดดุลสูง และยิ่งไปผนึกกับดุลบริการที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือน พ.ย. 2560 เกินดุล 5,300 ล้านดอลลาร์ ด้านทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทย วันที่ 22 ธ.ค. 2560 อยู่ที่ 202.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6,638.7 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าฐานะของประเทศไทยแข็งแกร่งมาก และทุนสำรองสูงขนาดนี้มีเพียงพอจะรับความเสี่ยงหากเกิดเงินไหลออกจาก การที่ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและ ต่างประเทศแคบลงได้อย่างสบาย

อย่างไรก็ดี ดูไปแล้วปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าดูมีน้ำหนักน้อยกว่าปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาก เพราะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นจริง แต่ยังเปราะบางมาก เนื่องจากการฟื้นตัวกระจุกอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต (ซัพพลายเชน) เท่านั้น กลุ่มคนทั่วไปไม่ได้รับผลดีจากการส่งออกฟื้นตัว และการท่องเที่ยว

ดังนั้น สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายค่าเงินบาทในปีหน้าว่าจะอ่อนค่าลงได้หรือไม่ อยู่ที่การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะต้องทำให้การฟื้นตัวกระจายออกไปให้มากที่สุดโดยเฉพาะในกลุ่มฐานราก เพื่อผลักดันให้ฟันเฟืองตัวอื่นเดินหน้าต่อไป ทำให้การบริโภคเอกชนฟื้นตัว การลงทุนดีขึ้น จนทำให้เกิดการ นำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ สินค้าทุนต่างๆ เข้ามาเพื่อขยายกำลังการผลิต จึงจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพดียิ่งขึ้น

การนำเข้าเพื่อขยายกำลังการ ผลิต หรือเพื่อลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะทำให้เกิดเงินไหลออก แต่เป็นเงินไหลออกที่เพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การไหลออกของเงินร้อนที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าได้ดีกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้าไปแทรกแซงให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งทำได้แค่เป็นครั้งคราวในช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลก็ต้องเลือกแนวทางการกระตุ้นการลงทุนให้เกิดขึ้นให้ได้

ถ้ารัฐบาลทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจายไม่ได้ การหวังให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงก็เป็นไปได้ยาก n

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน