posttoday
ตรวจข้อสอบ

ตรวจข้อสอบ

27 ธันวาคม 2560

ศุภมิตร ปิติพัฒน์สมุดคำตอบเล่มสุดท้ายตอบว่า :

ศุภมิตร ปิติพัฒน์

สมุดคำตอบเล่มสุดท้ายตอบว่า :

"อาจารย์บอกว่าเพราะเราอยู่ในระบบการเมือง จึงควรหาทางทำความเข้าใจการทำงานของมัน แต่ผมอยากท้วงว่าเราไม่เคยเห็นทั้งหมดทั้งมวลของระบบได้จริงๆ ได้แต่เพียงพยายามนึกมันขึ้นมา หรือใช้ 'ระบบ' เป็น อุปลักษณ์อุปมาสำหรับพิจารณา องค์ประกอบจำนวนมากที่เราคิดว่า มันกำลังทำงานสัมพันธ์กันอยู่ หรือ คิดว่าทำงานส่งผลถึงกันเท่านั้น

ระบบการเมืองจึงเป็นสิ่งที่มาจากความคิดที่เราคิดขึ้น แต่ไม่ว่าเราจะคิดหรือไม่คิดขึ้นมา หรือคิดขึ้นมาอย่างไร จะเห็นมันอย่างเป็นวงจรแบบกลไกหรือแบบชีวภาพ คิดถึงมันเป็นส่วนๆ ที่ซ่อนซ้อนกันลึกลงไปเป็นชั้นๆ จากผิวหน้า คิดอย่างที่เห็นว่ามันมีปฏิสัมพันธ์ตอบสนองกับสภาพแวดล้อม หรือเห็น ความสัมพันธ์ภายในตัวมันเองระหว่างส่วนย่อยต่างๆ ฯลฯ ไม่ว่าจะคิดถึงมันแบบไหนด้วยฐานคิดตั้งต้นอะไร องคาพยพส่วนต่างๆ ในโลกการเมือง มันก็คงเป็นไป ดำเนินไป โดยไม่นำพาต่อความคิดของเราว่าเห็นมันทำงานเป็นระบบหรือไม่เป็นระบบ เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไร

อาจารย์เสนอให้เรามองการเมืองอย่างเป็นระบบ แต่จริงๆ แล้วเมื่อเรามอง เราเห็นอะไรกันแน่? ถ้าไม่มีทฤษฎีที่อาจารย์ใช้ตีกรอบการมองและแสดงว่าส่วนต่างๆ ในระบบทำงานเป็นวงจรสัมพันธ์กัน หรือเหตุในจุดหนึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ในอีกจุดหนึ่งอย่างไรแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นก็เป็นเพียงเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ จากการ กระทำและการแสดงออกของคน มากหรือน้อยจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้น แยกกันเป็นส่วนๆ และจะว่าไปแล้วเหตุการณ์เหล่านั้น เราก็ไม่ได้เห็น เองทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะเห็นผ่านการมองและการนำเสนอของคนอื่นๆ ต่อมาอีกที และที่เราเชื่อมเหตุการณ์ ที่เห็นออกมาเป็นความสัมพันธ์ในระบบและเห็นการทำงานของระบบได้ก็โดยผ่านทฤษฎี

ที่เราเห็นอีกอย่างจึงได้แก่ตัวแนวคิดทฤษฎีนี่เอง เพราะตลอดการเรียน เราถูกสอนให้มองความคิดของทฤษฎีเป็นหลัก จนเหมือนกับว่ามันกลายเป็นสิ่งที่มีตัวมีตนขึ้นมาจริงๆ และเราก็ต้องเอาจริงเอาจังกับมันยิ่งกว่าอื่นใดทั้งหมด ในการเรียนของเรา เราถูกสอนให้คิดเกี่ยวกับตัวความคิด อย่างหนังสือที่อาจารย์กำหนดให้อ่านเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างระเบียบมีแจกแจงไว้ละเอียดลออเกี่ยวกับข้อ ถกเถียงต่างๆ ในความหมายของความคิดว่าด้วยความยุติธรรม สงครามและความรุนแรง

การมองที่แนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่ว่าผิดอะไร แต่สิ่งที่เราไม่ถูกชี้ให้เห็น หรือเห็นก็ไม่ถนัด ก็คือ เหยื่อ

อาจารย์คงไม่ปฏิเสธว่าในระบบการเมืองระหว่างประเทศที่เราเรียนกัน มีคนที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม เหยื่อของสงครามและความรุนแรง ในนามของการรักษาระเบียบมาก เกินจะนับ ถ้าผมได้มองเห็นเหยื่อ และการตกเป็นเหยื่อของความ อยุติธรรม ผมอาจเข้าใจระเบียบที่ทฤษฎีเสนอว่ามีเป้าหมายเพื่อรักษาความยุติธรรมนั้นได้กระจ่างขึ้น ผมคงจะประเมินความคิด ความ แตกต่าง และข้อจำกัดของ -ism ทั้งหลายที่เสนอความคิดเกี่ยวกับการ จัดระเบียบ และความหมายของความยุติธรรมได้ถนัดขึ้น มันมีความแตกต่างกันมากนะครับ ระหว่างการต่อสู้เพื่อปกป้องความยุติธรรมให้แก่เหยื่อ กับการต่อสู้เพื่อปกป้องทัศนะหรือข้อเสนอเกี่ยวกับความยุติธรรม

การเรียนได้พาเรากระโจนเข้าสู่ ข้อถกเถียงโต้แย้งต่างๆ ทางความคิด โดยหวังว่าอุปกรณ์การคิดที่ได้ จากทฤษฎีเหล่านั้นจะช่วยเราให้ เข้าถึงความเป็นจริง และจัดการกับความเป็นจริงได้มากขึ้นดีขึ้น แต่ เมื่อผมได้อ่านวารสารวิชาการในสาขาวิชาตามที่อาจารย์แนะนำ ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นักวิชาการเหล่านี้สนใจคือการต่อสู้เพื่อปกป้องข้อเสนอและความคิดที่ยึดถือว่าถูกต้องของพวกเขาเพียงเท่านั้นหรือไม่

นอกจากความก้าวหน้าทางวิชาการและความก้าวหน้าของวิชาการแล้ว นอกจากการถามกันว่าในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมานี้ ความรู้ของพวกเราก้าวหน้าไปถึงไหนในทางไหนแล้ว พวกเขาสนใจจะถามและตั้งใจจะ หาคำตอบกันจริงๆ จังๆ ไหมว่า ยิ่งความรู้ก้าวหน้ามากเท่าไร ทำไมจำนวนของคนที่ตกเป็นเหยื่อยิ่งมากมายก่ายกองทบทวี

ผมอยากเป็นนักเรียนว่านอนสอนง่ายคิดตามอาจารย์ไปเหมือนกันว่าเราต่างก็อยู่ในระบบ และมองเห็นความสำคัญของเสถียรภาพและความสามารถในการปรับสมดุลฟื้นคืนตัวจากการทำงานสัมพันธ์กันระหว่างส่วนต่างๆ ในระบบ และระบบกับสภาพแวดล้อม แต่ระบบที่ผมเห็นมันจะเป็นระบบแบบไหน ผมก็อยากขอฟังคำอธิบายจากอาจารย์เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ผมเห็นในระบบเป็นอย่างนี้ครับ

ส่วนต่างๆ ที่อาจารย์บอกว่า อยู่ในระบบเดียวกันนั้น ผมกลับ เห็นว่าสิ่งที่แต่ละส่วนประสบไม่ เหมือนกัน ปัญหาที่แต่ละส่วนเผชิญ การรับมือและการรับผลก็ต่างกัน พวกเขาในแต่ละส่วนเห็นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา และโดยเหตุนั้นจึงมีความพอใจความคับข้องใจไม่เหมือนกัน ไม่เห็นหรือไม่มีเวลามองว่าโลกใน ส่วนอื่นเป็นอยู่กันอย่างไร หรือสร้างแรงกดดันและผลกระทบแบบไหน ต่อกันได้บ้าง ไม่ได้ผ่านพบประสบการณ์แบบเดียวกันมา และปัจจุบันของเขาก็ต่างกัน

บางส่วนอยู่ในโลกคนไร้อำนาจ ที่ไม่มีใครมองเห็นไม่มีใครได้ยินนอกจากพวกเขากันเอง บางส่วน อยู่ในโลกที่กำหนดความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดแก่คนอื่นๆ ได้มหาศาล แต่มีระบบป้องกันที่คนอื่นจะทวงถามความรับผิดชอบจากพวกเขาได้ยากมาก บางส่วนอยู่ในโลกของการรับคำสั่งมาปฏิบัติ ของการแข่งขันประสิทธิภาพในการรับปฏิบัติ ของความไม่มั่นใจว่าจะสามารถไต่สูง ขึ้นไปบนยอดได้แค่ไหนหรือจะพลัดตกลงมาตอนไหน บางส่วนเป็นตัวห้ำรักษา niche ด้วยการกำจัดคู่แข่งของมันออกไป บางส่วนเกาะยึดโครงสร้างส่วนต่างๆ ของระบบ แล้วดูดกินเป็นกาฝากตัวเบียน ซึ่งว่าไปแล้วจัดเป็น รูปแบบชีวิตที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในระบบนิเวศ

ระบบเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่หรือครับ ผมเห็นดิสโทเปียก็แต่ ในนิยาย แต่ทฤษฎีที่อธิบายตัวมันเองในการสร้างฝันดีมาคลุมฝันร้ายของระบบแต่ละส่วนผมยังไม่เคยเห็น อาจารย์พอจะแนะนำให้ได้ไหมครับ"

คนตรวจอ่านทวนข้อความทั้งหมดอีกรอบก่อนให้คะแนน ปิดภารกิจสุดท้ายของปีเก่า ขณะที่เขารอเห็นแสงแรกของปีใหม่ที่จะมาถึง ผมก็ขอสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านครับ n

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา