posttoday
SMEs กับการนำไทย สู่โลกยุค 4.0 (2)

SMEs กับการนำไทย สู่โลกยุค 4.0 (2)

27 ธันวาคม 2560

ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้านที่สอง ข้อมูลจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และการใช้ข้อมูลอาจจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ ในโลกดิจิทัลวันนี้ เราใช้ชีวิตอยู่บนเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท โดยเฉพาะ Smartphone และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือ Internet of Things เราได้ฝากรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) ไว้ในทุกย่างก้าวของชีวิต

ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ด้านที่สอง ข้อมูลจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และการใช้ข้อมูลอาจจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ ในโลกดิจิทัลวันนี้ เราใช้ชีวิตอยู่บนเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท โดยเฉพาะ Smartphone และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือ Internet of Things เราได้ฝากรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) ไว้ในทุกย่างก้าวของชีวิต

ข้อมูลเหล่านี้แสดงถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความสนใจ และการตัดสินใจของผู้คนได้อย่างละเอียด การใช้ประโยชน์จากถังข้อมูลรายธุรกรรมขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า "Big Data" จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการทำธุรกิจได้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนการตลาดเพื่อตอบโจทย์ของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม การปรับราคาสินค้าตามการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์อุปทานในแต่ละช่วงเวลา การบริหารความเสี่ยง การควบคุมของเสียในกระบวนการผลิต หรือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธุรกิจต่างๆ เพื่อยกระดับการขายสินค้า ขายบริการหรือผลิตภัณฑ์ เป็นการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะสามารถสร้างความผูกพันในระยะยาว และมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ

หลายธุรกิจขนาดใหญ่กำลังใช้ประโยชน์จากข้อมูล Big Data ในหลายมิติ สำหรับธุรกิจ SMEs แล้ว Big Data อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว หรือยากที่จะจับต้องได้ แต่ผมเชื่อมั่นว่า ในวันนี้กำลังมีพัฒนาการของบริการใหม่ๆ และ Platform ใหม่ๆ หลายอันที่จะช่วยให้ SMEs สามารถเก็บข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และติดตามข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะข้อมูลที่มีธุรกรรมทางการเงินมาเกี่ยวข้อง ข้อมูลเหล่านี้เมื่อเก็บอย่างเป็นระบบโดยต่อเนื่อง จะสามารถใช้เพิ่มศักยภาพของ SMEs ได้เป็นอย่างดี

ด้านที่สาม ธุรกิจจะแข่งกันเรื่องความรวดเร็ว หรือ Economy of Speed มากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เทคโนโลยีทำให้กระบวนการตัดสินใจของคนใช้เวลาสั้นลงมาก สามารถรับข้อมูลที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อของผ่าน Social Commerce หรือ e-Commerce หรือ Platform ต่างๆ

เทคโนโลยีได้ช่วยให้ราคาสินค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกนาทีตามความต้องการของลูกค้า และลูกค้าสามารถประเมินความพึงพอใจในการบริการได้อย่างทันทีเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จต้องพร้อมที่จะตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้า สามารถสื่อสารกับลูกค้า รวมทั้งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ด้านที่สี่ อาชีพ รูปแบบการทำงาน และตำแหน่งงานในอนาคตจะเปลี่ยนจากปัจจุบันมาก การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโฉมตลาดแรงงาน งาน Routine หรืองานที่ทำซ้ำๆ จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และเมื่องาน Routine ค่อยๆ หมดไป จะเหลือแต่งานที่ระบบอัตโนมัติทดแทนยาก โดยแรงงานกลุ่มที่มี Soft Skill สูง เช่น มีทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม มีภาวะผู้นำ มีทักษะในการแก้ปัญหาได้ดีจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยี และ Big Data ทำให้ความต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน ICT การคำนวณ และประมวลผลมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ยังมีทางเลือกใหม่ในตลาดแรงงาน คือ แรงงานที่ไม่มีสังกัด หรือ กลุ่ม Gig ที่ทำงานเป็นชิ้นๆ ในลักษณะ "Freelance" สามารถทำงานป้อนหลายๆ กิจการ แทนที่จะผูกชีวิตและเวลากับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แรงงานที่เป็น Freelance นี้ ก็จัดได้ว่าเป็นเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน

World Economic Forum ประเมินไว้ในปี 2016 ว่า ในปี 2020 การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและปัจจัยอื่นๆ จะทำให้งานจำนวนหนึ่งหายไป และมีงานบางประเภทเพิ่มขึ้น แต่สุทธิแล้วจะมีงานหายไปถึง 5 ล้านตำแหน่ง ใน 15 ประเทศ ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มเห็นประเทศที่พัฒนาแล้วใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ในการจัดกลุ่มหาแบบแผนของข้อมูล และแปลผลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจหลายเรื่องโดยไม่ต้องใช้คน รวมทั้งใช้หุ่นยนต์แทนคนในงานที่ "จำเจ-สกปรก-อันตราย" (Dull-Dirty-Dangerous) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของกระบวนการผลิต 3

นอกจากนี้ Bill Gates ได้ทำนายไว้ว่า ในอนาคตจะมีการใช้หุ่นยนต์แทนคนมากขึ้นเป็นลำดับ จนวันหนึ่งภาครัฐอาจต้อง "เก็บภาษี" หุ่นยนต์เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนค่าจ้างของงานบริการบางประเภทที่ยังต้องใช้มนุษย์ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว SMEs เพราะรูปแบบและการทำงานลักษณะใหม่ นอกจากจะเปลี่ยนวิธีการทำงานในองค์กรแล้ว ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของแรงงานที่เป็นลูกค้าของธุรกิจต่างๆ อีกด้วย

ด้านที่ห้า โครงสร้างประชากรในหลายประเทศกำลังเปลี่ยนไปสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และรวมถึงประเทศจีนและไทย ซึ่งมีนัยต่อ SMEs ในหลายเรื่องสำคัญ ผู้บริโภคกลุ่มที่กำลังขยายตัว คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยจะเปลี่ยนไปจากคนในช่วงวัยรุ่นและวัยกลางคน กล่าวคือ กลุ่มผู้สูงอายุไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีโบนัส แต่ใช้เงินออมที่เก็บสะสมไว้ การจับจ่ายใช้สอยจะต้องระมัดระวังมากขึ้น และจะเป็นการจับจ่ายใช้สอยที่เน้นบริการบางประเภทแทนการซื้อสินค้า เช่น จะเน้นที่บริการสุขภาพและการท่องเที่ยว

สำหรับการดำเนินธุรกิจนั้น แรงงานจะหายากขึ้นและค่าจ้างจะปรับสูงขึ้น ยิ่งส่งผลให้การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคนเกิดได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจอาจขาดทายาทสืบทอดกิจการ ดังที่ประสบการณ์ของญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว แสดงให้เห็นว่าธุรกิจ SMEs จำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะต้องปิดตัวลงในอนาคต n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI