
สถานการณ์สื่อรอบปี ‘ควบคุม คุกคาม คลุกคลาน’
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานสถานการณ์สื่อในรอบปี 2560 มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานสถานการณ์สื่อในรอบปี 2560 มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้
ควบคุมเข้มข้น
ปี 2560 เป็นปีที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผ่านการทำประชามติเพื่อเตรียมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง คืนเสรีภาพให้ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ขณะที่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญได้รองรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ไว้ในมาตรา 34 และมาตรา 35 บัญญัติให้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ แต่คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97 และ 103 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2557 ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. โดยมีเจตนาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ยังคงมีผลบังคับใช้เพื่อควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด ทำให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนต้องระมัดระวังตัวและเซ็นเซอร์ตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลบุคคลในคณะรัฐบาลต่อเรื่องความโปร่งใสต่างๆ ที่มักจะถูกเตือน และกดดันจากคนในรัฐบาล ส่งผลต่อเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
รัฐบาล คสช.ยังคงควบคุมเวทีเสวนาการแสดงความเห็นที่มีต่อนโยบายรัฐ ที่องค์กรต่างๆ จัดอย่างเข้มงวด ผู้จัดจะต้องแจ้งไปยังสถานีตำรวจในท้องที่ทราบทุกครั้งก่อน หลายเวทีถูกเจ้าหน้าที่ร้องขอให้ยกเลิก
ความพยายาม "ควบคุม" สื่อมวลชนยังสะท้อนผ่านการเสนอร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ที่เสนอให้สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นชอบ ซึ่งเป็นข้อเสนอในกรอบการปฏิรูปประเทศด้านสื่อจากแม่น้ำ 5 สายของ คสช.
เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว องค์กรวิชาชีพสื่อและนักข่าวได้รวมพลังคัดค้านอย่างหนัก ถึงแม้คณะกรรมาธิการจะยอมปรับเนื้อหา ไม่บังคับให้สื่อมวลชนต้องมีใบอนุญาตและลดตัวแทนภาครัฐเหลือเพียงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะเข้าร่วมเป็นกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อลดกระแสคัดค้านจากสื่อมวลชน จนที่ประชุม สปท.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ส่งให้รัฐบาลพิจารณาออกเป็นกฎหมาย แต่องค์กรวิชาชีพสื่อยังคงคัดค้านแต่เห็นด้วยที่จะให้มีกลไกกำกับดูแลสื่อ มีผู้ตรวจการสื่อรับเรื่องร้องทุกข์แต่ละสังกัด และให้ประชาชนมีบทบาทตรวจสอบสื่อที่ละเมิดจริยธรรมตามแนวทางที่องค์กรวิชาชีพสื่อเสนอ
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมกับคณะกรรมการปฏิรูปด้านอื่น โดยตั้งตัวแทนจากภาครัฐ สปท. สื่อมวลชน และนักวิชาการเข้าร่วม เพื่อวางกรอบการปฏิรูปสื่อสารมวลชนทั้งระบบ แยกออกเป็น 6 ประเด็น อาทิ การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน การปฏิรูปดูแลสื่อออนไลน์ การปฏิรูประบบความปลอดภัยไซเบอร์ การปฏิรูประบบข้อมูลข่าวสารภาครัฐ และการปฏิรูปมาตรฐานวิชาชีพและระบบกำกับดูแลสื่อมวลชน ซึ่งในเรื่องหลังนี้ยังพบว่า มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฉบับ สปท.ให้พิจารณา รวมถึงยังมีความพยายามผลักดันแนวคิด "ควบคุมสื่อ" ผ่านกรรมการที่ใกล้ชิดภาครัฐ
จึงต้องจับตาว่าในแผนการปฏิรูปสื่อที่จะเสนอเป็นร่างกฎหมายออกมาในปี 2561 จะเกิด "สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ" ครอบคลุมสื่อทุกประเภทมากำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนวิชาชีพในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาหลักการ "กำกับดูแลกันเอง" ของสื่อมวลชน โดยองค์กรวิชาชีพ ในมาตรฐานสากล เคารพกฎหมาย สำนึกแห่งความรับผิดชอบด้านจริยธรรมวิชาชีพในช่วงรอยต่อการปฏิรูปนี้จริงหรือไม่
คุกคามลุยฟ้อง
การคุกคามสื่อมวลชนที่ชัดเจน คือ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินคดีกับ ณัฐพร วีระนันท์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว อิศรา ข้อหาบุกรุกสถานที่และยึดโทรศัพท์มือถือ หลังจากได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ หจก.สมถวิล เรียลเอสเตรท ในชื่อ "เก๋ไก๋ อพาร์ทเม้นท์" ภายในซอยพหลโยธิน 32 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2560 เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหอพักของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และน้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้เชิญตัวณัฐพรไปโรงพักและยึดโทรศัพท์มือถือ เป็นการใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่ คุกคาม การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ได้ปฏิบัติตามหน้าที่โดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เพราะขณะที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ได้แสดงตนและสังกัดชัดเจน ไม่ได้เข้าไปในจุดห้ามเข้า หรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่เข้าข่ายบุกรุกสถานที่ตามที่พนักงานสอบสวนทำสำนวนฟ้องอัยการ
อีกกรณีคือการฟ้องร้องสื่อ นักวิชาการกลุ่มการเมืองด้วยข้อหายุยงปลุกปั่น มาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา พบแนวโน้มการฟ้องร้องจากเจ้าหน้าที่ทหารสูงขึ้นนับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อปี 2557 รวมแล้วจนถึงขณะนี้เกือบ 30 คดี ส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์รัฐบาล คสช. และเป็นการติชมโดยสุจริต โดยในปี 2560 กองบังคับการปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตั้งข้อหากับประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ Khaosod English กรณีโพสต์ เฟซบุ๊ก ที่มีข้อความกระทบกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำนวน 5 โพสต์ เช่น การแสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การจัดการปัญหาน้ำท่วมภาคอีสานของ คสช. ซึ่งหากผิดจริง โทษความผิดสูงสุดจำคุก 20 ปี
การฟ้อง "เหมาเข่ง" ด้วยข้อหายุยงปลุกปั่นได้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อใช้ปรามนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชนที่วิจารณ์รัฐบาลโดยสุจริต ซึ่งการฟ้องในช่วงหลังจะพ่วงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เข้าไปด้วยตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงกวดขันหัวหน้าหน่วยตรวจสอบข้อมูลในโซเชียลมีเดีย หากถูกพาดพิงทำให้เสียหายก็ให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม หากดูผลของคดีความผิด มาตรา 116 จำนวน 20 กว่าคดีจะพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในชั้นสอบสวนและการพิจารณาของศาล มี 6 คดีที่ศาลได้จำหน่ายคดีและสั่งไม่ฟ้อง
ล้มลุกคลุกคลาน
เป็นปีที่สื่อมวลชนอยู่ในภาวะยากลำบากจากผลกระทบของสึนามิดิจิทัลลูกใหญ่ที่รุนแรง หรือ Digital Disruption จากพฤติกรรมผู้อ่านที่เปลี่ยนไปเสพสื่อออนไลน์ที่ฟรีและเร็วกว่า ควบคู่กับปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ยอดงบโฆษณาลดลง บริษัทสื่อขนาดใหญ่ปรับลดขนาดองค์กร ลดพนักงาน นิตยสารชื่อดังที่อยู่คู่สังคมมาหลายสิบปีถึงคราวอวสานลง ส่วนทีวีดิจิทัลก็ลดคน เป็นปีแห่งการล้มลุกคลุกคลานของสื่ออีกปี
สื่อกระแสหลักในค่ายดังประกาศนโยบายเออลี่รีไทร์ หนังสือพิมพ์ลดจำนวนหน้าเพื่อลดต้นทุนและมุ่งทำเนื้อหาบนออนไลน์ ในปี 2560 เป็นปีขาลงของนิตยสารทั้งไลฟ์สไตล์ การเมือง แฟชั่น บันเทิง ต่างประสบชะตากรรมจำนวนมาก
จากสถานการณ์สื่อในปี 2560 สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมวิชาชีพยืนหยัดต่อสู้ต่อผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นแม้จะเหนื่อยยากเพียงใด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาอุดมการณ์ของความเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพที่มีหน้าที่นำเสนอข่าวสาร ข้อมูลเพื่อประชาชนส่วนรวม เพื่อประโยชน์สาธารณะ มีความรับผิดชอบ เคารพกฎหมาย และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่าง แน่วแน่มั่นคงต่อไป n







