posttoday
ผนึกกำลังรัฐ ดันแผนแก้จน

ผนึกกำลังรัฐ ดันแผนแก้จน

26 ธันวาคม 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐ รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำโมเดลลดความยากจนของคนไทยให้หมดสิ้นไปภายใน 1 ปี เตรียมเสนอแพ็กเกจมาตรการช่วยเหลือสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยระยะที่ 2 เข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์แรกของปี 2561 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องผู้มีรายได้น้อยทั้ง 11.4 ล้านคน

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำโมเดลลดความยากจนของคนไทยให้หมดสิ้นไปภายใน 1 ปี เตรียมเสนอแพ็กเกจมาตรการช่วยเหลือสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยระยะที่ 2 เข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์แรกของปี 2561 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องผู้มีรายได้น้อยทั้ง 11.4 ล้านคน

เป้าหมายแรกที่กระทรวงการคลังระบุไว้ คือการช่วยคนมีรายได้น้อยและคนยากจนที่มีรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท/ปีก่อน ให้หลุดพ้นจากความยากจน เพื่อให้ไทยก้าวสู่กลุ่มระดับชนชั้นกลางตามกรอบธนาคารโลก ซึ่งจากข้อมูลการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐล่าสุด 11.4 ล้านคน มีคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน หรือไม่ถึง 3 หมื่นบาท/ปี หรือไม่ถึง 2,500 บาท/เดือน อยู่ถึง 5.3 ล้านคน

ข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลก ระบุนิยามคนยากจนไว้ 5 ระดับ โดยสองกลุ่มแรก คือ กลุ่มยากจนสุดๆ มีรายได้ต่ำกว่า 24 บาท/วัน และกลุ่มยากจนเล็กน้อยมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 24- 38 บาท/วัน ซึ่งในสองกลุ่มนี้ ณ วันนี้ได้หมดไปจากไทยแล้ว

ยังเหลือกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะกลับไปยากจนได้อีก ซึ่งเหลืออยู่เป็นจำนวนไม่มากนัก และกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มมีรายได้เกิน 3 หมื่นบาท/ปี หรือเฉลี่ย 67-184 บาท/วัน กับกลุ่มที่ 5 คือกลุ่มคนชนชั้นกลาง มีรายได้มากกว่า 184 บาท/วัน หรือมากกว่า 6.71 หมื่นบาท/ปี คืออีก เป้าหมายที่รัฐบาลจะยกระดับคนกลุ่มนี้ไปสู่ชนชั้นกลางมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการระยะที่ 1 คือการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยมีผู้ที่ผ่านเกณฑ์กว่า 11.4 ล้านคน ซึ่งกรมบัญชีกลางได้เริ่มแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิตั้งแต่เดือน พ.ย. 2560 มีการโอนเงินเข้าไปในบัตรเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้วกว่า 8,600 ล้านบาท ถือเป็นมาตรการที่ส่งเม็ดเงินกระจายไปถึงคนมีรายได้น้อยส่งตรง ถืงมือมากที่สุด

สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ คือมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อยระยะที่ 2 เพราะมีการชูว่าเป็นมาตรการครั้งประวัติศาสตร์ ที่รวบรวมความร่วมมือจากหน่วยงานราชการครั้งสำคัญที่สุด เนื่องจากปลัดทุกกระทรวงนำโดยกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน พร้อมใจกันผลักดันมาตรการระยะที่ 2 ที่เตรียมเสนอเป็นแพ็กเกจใหญ่เข้า ครม. ต้นปี 2561 นี้

ทั้งนี้ ในสาระสำคัญของมาตรการระยะที่ 2 จะมี 4 มาตรการย่อย เพื่อเป็นการต่อยอดการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น มาตรการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน โดยกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ช่วงอายุ 18-60 ปี ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจะได้หลุดพ้นจากความยากจน

อย่างไรก็ดี การทำมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย การแก้หนี้นอกระบบที่ผ่านมาในหลายรัฐบาลมีจุดอ่อน เพราะไปให้ความสำคัญแต่การใช้มาตรการทางการเงินก่อน ไม่ได้สร้างรากฐานให้คนเหล่านี้มีความสามารถในการหารายได้ การประกอบอาชีพที่ยั่งยืน

โดยสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังจะทำคือการทำโมเดลการแก้จน เพื่ออุดจุดอ่อนที่เกิดขึ้น โดยส่งคนเข้าไปสังเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 5.3 ล้านราย ดูว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร เพื่อนำไปสู่การสร้างกระบวนการพัฒนา อบรม การสร้างอาชีพ มีการดึงหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่เตรียมวงเงินไว้มากถึงหลักแสนล้านบาท สำหรับการปล่อยสินเชื่อในช่วง 2-3 ปี รองรับผู้ที่ผ่านการอบรมได้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพ

ขณะที่ฟากหารายได้จะให้กระทรวงพาณิชย์ทำโครงการ "ตลาดประชารัฐ" ออกมารองรับสินค้าที่ผลิตได้ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนมีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หาบเร่ แผงลอย วิสาหกิจชุมชน หรือร้านอาหาร ที่ผ่านมาเคยทำสำเร็จมาแล้ว เช่น ตลาดประชารัฐ กรีนมาร์เก็ต ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ และตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจเป็นต้น

สิ่งสำคัญที่จะทำให้มาตรการแก้จนสำเร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรม คือ ต้องทำเรื่องการฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพให้ประสบความสำเร็จ และปรับระบบความคิดให้คนเลิกเสพติดประชานิยม ซึ่งต้องทำไปควบคู่กับการปฏิรูปภาคเกษตร เพราะคนมีรายได้ที่ยากจนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตร

ซึ่งธนาคารโลกมีข้อเสนอที่น่าสนใจว่าการที่จะลดระดับความยากจนและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ควรต้องทำมาตรการ 3 ด้านพร้อมๆ กันอย่าง ต่อเนื่อง ได้แก่ 1.การให้โอกาสทางเศรษฐกิจกับประชาชนผ่านการสร้างงานที่ให้รายได้สูงขึ้น และการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น 2.การสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านการมีระบบการดูแลด้านสังคม สาธารณสุข ประกัน สังคม และการส่งเสริมการออม 3.การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงผ่านการใช้เครื่องมือ เช่น ภาษี หรือเครื่องมือทางการเงิน เป็นต้น

ดังจะเห็นว่ามาตรการที่มีการพูดถึงทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ทำอยู่แล้วและกำลังทำอยู่ เหลือเพียงแต่รอดูผลงานว่าจะสำเร็จได้ตามที่ตั้งความหวังว่าจะให้ไทยหลุดพ้นความยากจนภายในปี 2561 หรือไม่เท่านั้น n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน