posttoday
ท่องเที่ยวไทย

ท่องเที่ยวไทย

26 ธันวาคม 2560

อรุณ จิรชวาลาเศรษฐกิจไทยได้การท่องเที่ยวเป็นเสาหลักค้ำจุน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ภาคการผลิตและภาคการส่งออกอ่อนแอลง ภาคการท่องเที่ยวกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว จะมีข้อยกเว้นก็ในปีที่มีความรุนแรงทางการเมือง มีการยึดสนามบิน และมีรัฐประหาร แต่หลังจากนั้นก็เดินหน้าต่อ

อรุณ จิรชวาลา

เศรษฐกิจไทยได้การท่องเที่ยวเป็นเสาหลักค้ำจุน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ภาคการผลิตและภาคการส่งออกอ่อนแอลง ภาคการท่องเที่ยวกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว จะมีข้อยกเว้นก็ในปีที่มีความรุนแรงทางการเมือง มีการยึดสนามบิน และมีรัฐประหาร แต่หลังจากนั้นก็เดินหน้าต่อ

กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ โดดเด่นเหนือชาติอื่น คือ นักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มจำนวนขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี ตัวเลขล่าสุดในปี 2559 มีจำนวนถึง 8.8 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และขึ้นเป็นอันดับ 1 แทนนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

กล่าวกันว่า ชนวนเหตุการณ์ที่ทำให้คนจีนรู้จักประเทศไทยดีขึ้น และอยากมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น มาจากความโด่งดังของภาพยนตร์จีนเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทำใน จ.เชียงใหม่ และนำออกฉายในประเทศจีนในปี 2555 ชื่อ ลอสต์อินไทยแลนด์ แม้แต่ในช่วงที่มีปัญหาเกี่ยวกับทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งทำให้มีผู้เชี่ยวชาญบางท่านเป็นห่วงว่า จะทำให้กระแสการไหลเข้ามาของ นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่ปรากฏว่าหยุดชะงักเพียงไม่นาน ก็กลับมาเหมือนเดิม

ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ เรามักจะมีความรู้สึกว่า ประเทศไทย ไม่ใคร่ได้อะไรจากนักท่องเที่ยวจีน นักท่องเที่ยวจีนมีกำลังซื้อต่ำ ตระหนี่ ชอบดูแต่ไม่ชอบซื้อ รวมทั้งมักจะจ่ายเงินตรงให้กับผู้ประกอบการจีน

แต่ตามสถิติกลับปรากฏว่า ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวจาก นักท่องเที่ยวจีนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าสถิตินี้สะท้อนข้อเท็จจริงเพียงใด แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นักท่องเที่ยวจีนก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

ตัวเลขจริงของปีนี้ บวกกับประมาณการในช่วงเวลาที่เหลือ ช่วยให้คาดหมายได้ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยในปี 2560 ทั้งสิ้น 35.4 ล้านคน เพิ่มจากปีที่แล้ว 8.6% และจะทำให้เรามีรายได้ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% สูงกว่าอัตราการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจอื่นๆ มาก มีนักวิเคราะห์บางคนที่บอกว่า การท่องเที่ยวของเราคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของจีดีพีของประเทศแล้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศทั่วโลกที่ 9% ประมาณเท่าตัว

กรุงเทพฯ ได้แซงลอนดอนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนไทยทั้งประเทศก็ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก แต่ยังห่างไกลจากอันดับ 1 คือ ฝรั่งเศส ที่มีนักท่องเที่ยวกว่า 80 ล้านคน เป้าหมายของเราใน 10 ปีข้างหน้า คือ จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเป็น 68 ล้านคน หรือประมาณอีกเท่าตัว นโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน คือ ทำให้ประเทศไทยไม่แพงเกินไปสำหรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากๆ และจะคงความสามารถในการแข่งขันไปได้อีกนาน สังเกตว่าในช่วงหลังประเทศเพื่อนบ้านของเราตื่นตัวเรื่องการ ท่องเที่ยวกันมาก

มีประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของไทยอยู่หลายประเด็น ดังนี้

1.โครงสร้างพื้นฐานของเราไม่ใคร่พร้อมที่จะรองรับจำนวนนักท่องเที่ยว ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในอดีต ที่ผ่านมา และในอนาคตข้างหน้า หลายอย่างเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก แต่บางอย่างก็ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรง หากรัฐบาลทุ่มเทและให้ความสำคัญอย่างเต็มที่

ที่แก้ไขยากมาก และได้ยินเสียงบ่นจากนักท่องเที่ยวแล้ว คือ การติดขัดของจราจรในกรุงเทพฯ ทำให้ บางครั้งเสียเวลามากกว่าจะเดินทางถึงที่พัก หรือกว่าจะเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง นอกจากนี้ก็มีเรื่อง ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ปัจจุบันมีคนเดินทาง เข้าออกเกินความจุที่ออกแบบไว้ถึง 40% แล้ว

สำหรับปัญหาเกี่ยวกับสนามบินส่วนที่น่าจะแก้ไขได้ คือ การปรับปรุงขั้นตอนการตรวจคนเข้าและออกจากเมืองให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สแกนหนังสือเดินทางและถ่ายรูปผู้เดินทางไว้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว การขยายจำนวนช่องเอกซเรย์สำหรับ ผู้โดยสารขาออก

การเคลียร์พื้นที่จอดรถโดยอาจให้พนักงานไปจอดไกลขึ้น การเปิดใช้อาคารผู้โดยสารในประเทศเก่าของสนามบินดอนเมืองที่ปัจจุบันปิดอยู่ ตลอดจนการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเพื่อแบ่งเบาภาระของสุวรรณภูมิและดอนเมือง

2.ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งทางด้านธรรมชาติที่สวยงามและประเพณีวัฒนธรรมที่เก่าแก่งดงาม ผมอยากเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวระดับรองๆ ลงไปอย่างจริงจัง เพื่อกระจายความเจริญด้านการท่องเที่ยวให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกจนถึงใต้สุด รวมทั้งฝั่งตะวันตกด้วย สำหรับกรุงเทพฯ และส่วนอื่นๆ ของประเทศ ก็ควรพัฒนาโบราณสถานต่างๆ ให้สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

3.รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการลงทุนสร้างโรงแรมและที่พักให้มากขึ้น ในแหล่งท่องเที่ยวและบริเวณที่อาจพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยอาจให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น รวมทั้งอาจต้องให้คำมั่นว่าจะสร้างสาธารณูปโภคอื่นขึ้นมาช่วยรองรับ เช่น ถนนลาดยาง ไฟฟ้า และประปา เป็นต้น

4.รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดธุรกิจท่องเที่ยวส่วนที่เป็น จุดแข็งของเรา เช่น การท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ ธุรกิจกอล์ฟ ภัตตาคารและร้านอาหารไทย เป็นต้น

5.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ และทำให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยดีขึ้น เช่น การส่งเสริมให้ต่างชาติมาสร้างภาพยนตร์ในประเทศไทยมากขึ้น ดังตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่องลอสต์อินไทยแลนด์ ที่เราได้ประโยชน์โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนลงแรง

นอกจากนี้ เราอาจใช้สถานทูตไทยในต่างประเทศให้เป็นประโยชน์ เช่น จัดเทศกาลอาหารไทย และจัดนิทรรศการในโอกาสสำคัญ เป็นต้น

เมื่อมีความพร้อม เราอาจพิจารณาทำคลิปโฆษณาไปออกอากาศในประเทศเป้าหมาย โดยเราอาจศึกษา รูปแบบจากประเทศอื่นที่ใช้วิธีนี้ได้ผลมาแล้ว เช่น มาเลเซีย

6.ส่งเสริมการเรียนรู้ และการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษของคนไทย รวมทั้งการติดป้ายต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ เช่น ป้ายจราจร ทะเบียนรถ รวมทั้งป้ายชื่อต่างๆ เป็นต้น

7.เรามีจุดอ่อนที่ควรพยายามกำจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เรื่องสิ่งแวดล้อมและความสกปรกของบ้านเมือง เรื่องต่างๆ เหล่านี้มีสถาบันต่างประเทศที่เขาจัดอันดับ และเรามักจะได้คะแนนอยู่ในอันดับท้ายๆ

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องของการ ปนเปื้อนและการใช้สารที่ไม่พึงปรารถนาในอาหาร แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่เป็นประเด็นสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก แต่ก็เริ่มเป็นประเด็นสำหรับเราคนไทยด้วยกันเองแล้ว ผมไม่อยากให้เรามีปัญหาด้านนี้กับ นักท่องเที่ยว เพราะหากเกิดขึ้นแล้วจะกู่ให้กลับมาจะเป็นเรื่องยาก

ก่อนจบต้องบอกว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญ เราก็ได้เดินมาถูกทางแล้ว การท่องเที่ยวมี แนวโน้มจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ อาจจะยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเสียอีก

เราจึงไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท แต่ควรพยายามพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI