
รถยนต์ไฟฟ้า สะอาด คุ้มค่าแต่ยังแพง
พรายพล คุ้มทรัพย์ในอดีตการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจ สังคม และวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์มาแล้วหลายครั้งหลายหน เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว รถที่ใช้เครื่องยนต์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จนทำให้รถม้าที่เคยวิ่งอยู่เต็มท้องถนนในมหานครนิวยอร์กถูกทดแทนจนหมดไปภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นพร้อมๆ กับรถยนต์น้ำมัน แต่คนไม่นิยมใช้เพราะมีข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่
พรายพล คุ้มทรัพย์
ในอดีตการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจ สังคม และวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์มาแล้วหลายครั้งหลายหน เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว รถที่ใช้เครื่องยนต์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จนทำให้รถม้าที่เคยวิ่งอยู่เต็มท้องถนนในมหานครนิวยอร์กถูกทดแทนจนหมดไปภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นพร้อมๆ กับรถยนต์น้ำมัน แต่คนไม่นิยมใช้เพราะมีข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่
ในยุคปลายศตวรรษที่ 20 รถยนต์ไฟฟ้ากลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะน้ำมันมีราคาแพงขึ้นมาก ประกอบกับหลายประเทศมีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหามลภาวะทางอากาศและปัญหาโลกร้อนอันเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเพื่อลดมลพิษ ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีเกี่ยวกับแบตเตอรี่ก็มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต้นทุนที่ลดลงมาก การชาร์จไฟใช้เวลาสั้นลง และระยะทางที่รถวิ่งได้จากการชาร์จไฟในแต่ละครั้งก็มีแนวโน้มยาวขึ้น
รัฐบาลของหลายประเทศยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพื่อลดมลภาวะทางอากาศและก๊าซเรือนกระจก เช่น นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐ
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ การที่บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกหลายแห่งที่เรารู้จักกันดีว่าผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย (เช่น Volkswagen Daimler และ Volvo) ได้ประกาศแผนที่จะเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งที่เป็นแบบลูกผสม หรือ plug-in hybrid และแบบที่ใช้แบตเตอรี่ล้วนๆ
เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในโลกมีจำนวนน้อยมากและจำกัดเฉพาะรถยนต์นั่งเท่านั้น ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งกันอยู่บนถนนรวมกันไม่ถึง 1% ของรถยนต์ทั้งหมดในโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วจริงๆ ยอดขายในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก ในช่วงไตรมาสที่แล้วของปีนี้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นกว่า 60% ครึ่งหนึ่งของยอดขายที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่จีน ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายในยุโรปและสหรัฐ
คาดว่าหากยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อไปในลักษณะที่เป็นตัวอักษร S เช่นที่เกิดขึ้นในสินค้าใหม่ๆ ที่เริ่มเป็นที่ยอมรับและนิยมกันอย่างรวดเร็วในตลาด (สินค้า เช่น โทรทัศน์สีและโทรศัพท์มือถือในอดีต) ในปี ค.ศ. 2040 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นสูงเป็น 1 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในโลก และจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจะคิดเป็นประมาณ 10-20% ของรถยนต์ทุกประเภทในโลก อาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของโลกลดลงและชะลอไม่ให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก
เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้ามีข้อดีหลายประการ ข้อดีที่เด่นที่สุด คือ การไม่สร้างมลภาวะทั้งด้านอากาศและเสียง รถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นการขนส่งโดยใช้พลังงานที่สะอาด การศึกษาโดยใช้ข้อมูลของสหรัฐ ตลอดวงจรชีวิตของรถยนต์ สรุปได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่น้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ยแล้วรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 381 กรัม/ไมล์ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 144 กรัม/ไมล์
ค่าซ่อมบำรุงรถยังค่อนข้างต่ำเพราะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวไม่มาก เช่น ไม่มีเครื่องยนต์กลไกประเภทลูกสูบหรือคันชัก มีแต่มอเตอร์เอาไว้หมุนล้อ รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องใช้น้ำมันซึ่งหลายๆ ประเทศ (รวมทั้งไทย) ต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ และมีแนวโน้มจะแพงขึ้นในอนาคต การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงประหยัดเงินตราต่างประเทศและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
ข้อเสียที่สำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า คือ ยังมีราคาค่อนข้างสูงเพราะต้นทุนแบตเตอรี่ยังแพงมาก ในปัจจุบันการชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งต้องใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง เทียบกับการเติมน้ำมันของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็เต็มถัง และยังใช้วิ่งได้ระยะทางระหว่าง 400-600 กม. ซึ่งยาวกว่าที่วิ่งได้โดยรถยนต์ไฟฟ้า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะทางไกลๆ จึงยังไม่สะดวกเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงยังมีข้อวิตกกังวลว่าหากวิ่งไปไกลๆ แล้วรถเกิดไฟหมดกลางทางจะหาที่เติมไฟไม่ได้
เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน เราลองเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ Nissan Leaf และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันยี่ห้อ Honda Jazz เมื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงสำหรับรถ 2 ยี่ห้อนี้ โดยสมมติให้วิ่งปีละ 3 หมื่น กม. มีอายุใช้งานทั้งหมด 10 ปี พบว่าโดยรวมตลอดชีวิตการใช้งานรถ Nissan Leaf จะประหยัดค่าเชื้อเพลิงกว่า คิดเป็นเงินประมาณ 1.7 แสนบาท ซึ่งก็ไม่สามารถชดเชยความแตกต่างด้านราคาได้ทั้งหมด จึงไม่คุ้มค่าที่จะหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ถึงแม้ว่ารถ Nissan Leaf จะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าและขายในราคาที่ลดลงประมาณคันละ 1 ล้านบาท แต่ราคาก็ยังแตกต่างกันอยู่ 3 แสนบาท ซึ่งก็ยังมากกว่าเงินที่ประหยัดได้จากค่าเชื้อเพลิง แสดงว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เป็นตัวอย่างในการประเมินนี้ยังไม่มีความคุ้มค่าทั้งเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและประสบการณ์ในการผลิตน่าจะทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลงถึง 100 ดอลลาร์/กิโลวัตต์ชั่วโมง และทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าลดลงมากจนสามารถแข่งขันได้กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน n







