
ร่าง พรบ. SME ฉบับใหม่
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)สัปดาห์ก่อน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมเอสเอ็มอีเพื่อให้เหมาะสมกับปัจจุบัน และสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ดียิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คือ 4 ประเด็นหลัก
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
สัปดาห์ก่อน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมเอสเอ็มอีเพื่อให้เหมาะสมกับปัจจุบัน และสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ดียิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คือ 4 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก เพิ่มหลักเกณฑ์เรื่อง "รายได้" กำหนดนิยามลักษณะของเอสเอ็มอี สอดคล้องกับการเจริญเติบโตและลักษณะของการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ประเด็นที่สอง ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดส่งเสริม) และคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดบริหาร) ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่มีภารกิจส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของเอสเอ็มอีไทย รวมถึงเป็นหน่วยงานเกี่ยวข้องกับกิจการ สสว.โดยตรง
ทั้งนี้ บอร์ดส่งเสริมฯ มีการแก้ไขโครงสร้างเพิ่มเติมให้เหมาะสม ยิ่งขึ้น โดยให้ตำแหน่ง "รองประธาน" มาจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีมอบหมาย แทนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงเพิ่มตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทยเป็นกรรมการภาคเอกชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีจากกลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านเอสเอ็มอี
สำหรับบอร์ดบริหารฯ กำหนดให้ตำแหน่งประธานมาจากผู้มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับเอสเอ็มอี จากเดิมเป็นตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และเพิ่มกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมพัฒนาการค้า อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
ประเด็นที่สาม เพิ่มอำนาจหน้าที่ของบอร์ดส่งเสริมเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี "จัดทำงบประมาณด้านเอสเอ็มอีโดยบูรณาการความร่วมมือกัน" เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน และบอร์ดส่งเสริมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานร่วมด้วย เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่สี่ เพิ่มวัตถุประสงค์หรือหน้าที่ของ สสว. ในการ "ประสานงาน" กับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน หรือสถาบันการศึกษาทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อให้มีการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเอสเอ็มอี ช่วยในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านต่างๆ ให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ดังนั้น กล่าวโดยสรุปคือ การประชาพิจารณ์ครั้งนี้ เป็นไปเพื่อปรับปรุงกฎหมายมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี ถือเป็นกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากโดยผ่านกลไกของภาครัฐ โดยเน้นการบูรณาการการทำงานเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งยังเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน







