
ปีใหม่
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์หนี้ หนี้ หนี้ ! ใครๆ ได้ยินคำนี้ก็คงกลัว ไม่อยากจะเป็น "หนี้" จะว่าไปแล้ว "หนี้" ไม่ใช่เป็นผู้ร้ายสักทีเดียว ถ้าเรารู้จักบริหารหนี้ให้เป็น เพราะหนี้ทำให้เรามีทรัพย์สิน หรือกู้หนี้มาเพื่อลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งได้ หรือเป็นหนี้การศึกษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตัวเอง
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
หนี้ หนี้ หนี้ ! ใครๆ ได้ยินคำนี้ก็คงกลัว ไม่อยากจะเป็น "หนี้" จะว่าไปแล้ว "หนี้" ไม่ใช่เป็นผู้ร้ายสักทีเดียว ถ้าเรารู้จักบริหารหนี้ให้เป็น เพราะหนี้ทำให้เรามีทรัพย์สิน หรือกู้หนี้มาเพื่อลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งได้ หรือเป็นหนี้การศึกษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตัวเอง
แต่ถ้าใครใช้จ่ายเกิน หรือเป็นหนี้เพราะความฟุ้งเฟ้อก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ใครจะเป็นหนี้อะไรก็แล้วแต่ ก่อนจะส่งท้ายปีเก่า เริ่มต้นปีใหม่ มาสะสางหนี้กันเถอะ...
เคล็ดลับการบริหารหนี้อย่างมืออาชีพ ทุกตำราแนะนำ
1.สำรวจหนี้ทั้งหมดมีเท่าไร และเป็นหนี้ประเภทใดบ้าง
หยิบกระดาษ ปากกา จด แยกประเภทหนี้ เป็นหนี้เรื่องอะไร เงื่อนไขการผ่อนจ่าย และอัตราดอกเบี้ยแต่ละที่เท่าไร เพื่อจะดูว่าปัจจุบันเรามีหนี้ทั้งหมดเท่าไร และเป็นหนี้อะไรบ้าง
เช็กสุขภาพหนี้...หลังจากรู้กันแล้วว่าหนี้ก้อนไหนเป็นอย่างไร ดีหรือแย่ มีประโยชน์หรือให้โทษแค่ไหน คราวนี้ก็ถึงเวลาที่คุณต้องหันมาเช็กสุขภาพหนี้กันบ้าง ลองสำรวจดูว่าหนี้ก้อนไหนที่คุณหมักหมมมานาน ชำระบ้าง ไม่ชำระบ้าง หรือก้อนไหนที่อยู่ในข่าย "ต้องชำระ"
2.สำรวจรายรับและรายจ่าย
หลังจากสำรวจหนี้ทั้งหมดแล้ว มาสำรวจรายจ่าย เปรียบเทียบกับรายรับ บางครั้งก็ต้องยอมรับว่า "หนี้" ที่เกิดขึ้นเกิดจากมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ทำให้เราต้องเป็นหนี้โดยการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ยิ่งทุกวันนี้มีทั้งบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตรูดปรื๊ดก่อนค่อยใช้ พอสิ้นเดือนรายรับไม่พอรายจ่าย ปัญหาหนี้ก็พอกเป็นหางหมูไป
สิ่งที่ควรทำ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง หากรายรับยังไม่พอกับรายจ่าย ก็ต้องหาวิธีเพิ่มรายรับ เช่น การทำงานพิเศษ หารายได้เพิ่ม
3.ชำระคืนหนี้ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน
หลังจากแยกประเภทหนี้แล้ว เราก็สามารถที่จะเห็นได้ชัดว่าหนี้ใดมีดอกเบี้ยสูงสุด ง่ายๆ ก็ต้องจัดการหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงสุดก่อน
และถ้าใครหลงไปกู้เงินนอกระบบแล้วต้องกำจัดเป็นอันดับแรก เพราะหนี้นอกระบบดอกเบี้ยมหาโหด เดือนละ 3-5% หรือปีละ 32-40% ผ่อนเท่าไรดอกเบี้ยกินหมด
รู้ว่าในกระเป๋าแต่ละเดือนเหลือเท่าไร ก็สามารถจัดสรรที่จะจ่ายชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงไปได้
เมื่อชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงสุดอันดับแรกหมดแล้ว ก็ไล่เรียงชำระหนี้ลำดับถัดมา ถ้ามีเงินก้อนลองดูว่าเพียงพอปิดหนี้ก้อนไหนได้บ้าง เพื่อให้ภาระหนี้ที่มีน้อยลง และมีภาระในการผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลง
4.หยุดก่อหนี้เพิ่ม
หยุดก่อหนี้เพิ่ม ถือว่าเป็นหัวใจ สำคัญที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการติด กับดักหนี้ ท่องไว้ว่าเราจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม ตราบใดที่เรายังปลดภาระของเดิมไม่หมดอย่าก่อหนี้เพิ่ม อย่าเอาปัญหานี้มาเพิ่ม แค่นี้หนี้ก็จะท่วมหัวแล้ว ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าจะเป็น "หนี้" ละก็ ขอให้เป็น "หนี้ที่ดี" ที่ออกดอกออกผลให้เรา และ ดอกผลที่ได้ก็จะต้องสูงกว่าดอกเบี้ยจ่ายหนี้นะ
5.สรุปข้อผิดพลาดเรื่องเงินๆ ทองๆ
การสรุปค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ "รู้ตัว" ว่าอะไรที่ "ผิดพลาด" จะได้พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นอีกในปีหน้า ความ "ผิดพลาด" มักเกิดขึ้นจากปัจจัย 2 ด้าน คือ จ่ายมากไป โดยเฉพาะในด้านของการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ส่วนความผิดพลาดประการที่ 2 คือ มีเงินออมน้อยไป ซึ่งอัตราการออมนั้นขอแนะนำหลักง่ายๆ คือ ออมให้เท่ากับอัตราภาษีเงินได้ที่ต้องจ่าย เช่น ถ้ารายได้อยู่ในระหว่างฐานภาษี 10% ให้ออมประมาณ 10% ของเงินเดือนไปเลย และควรมีการกันเงินสำรอง เงินฉุกเฉิน ไว้ด้วย
ตัวช่วยในการปลดหนี้
ถ้ามีเงินเหลือก็คงไม่ต้องปวดหัวกับการเป็นหนี้ แต่ถ้าไม่มีเงินทำไงดี ก็ต้องใช้ตัวช่วยการปลดหนี้ จะประหยัดเขียมลดค่าใช้จ่ายสุดๆ แล้วยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะปลดหนี้ได้ ตัวช่วยที่สำคัญคือ
1.ทรัพย์สินที่มีและไม่ได้ใช้เอาไปแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน หรือชาวบ้านเรียกว่า "จำนำ" หรือ "จำนอง" ก่อน หรือจะตัดใจขายสินทรัพย์มาชำระหนี้ได้
2.หาแหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนที่ถูก ลง ยืมญาติพี่น้อง หรือเปลี่ยนจากหนี้นอกระบบเข้ามาเป็นหนี้ในระบบหรือกู้เงินกับสถาบันการเงิน ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกกว่าดอกเบี้ยนอกระบบแน่ๆ
3.รีไฟแนนซ์หนี้ มี 2 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 เปลี่ยนสถาบันการเงิน เพื่อที่จะหาเงินก้อนหนึ่งมาโปะหนี้ก้อนเก่า ทางเลือกที่ 2 เดินหน้าหาสถาบันการเงินเจ้าหนี้ตรงๆ เลย ขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เลย จะยืดระยะเวลาการชำระหนี้เพื่อให้ลดภาระชำระหนี้ต่อเดือนลงตามความสามารถในการหารายได้
สำหรับคนที่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบอยากจะ "รีไฟแนนซ์" เพื่อลดภาระการผ่อนจ่าย สามารถที่จะรวมหนี้บัตรเครดิตไว้ที่เดียว แล้วติดต่อขอใช้บริการหรือคำปรึกษาคลินิกแก้หนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0-7% ตามฐานรายได้ ซึ่งถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต 18-20%
"คลินิกแก้หนี้" เป็นแนวคิดของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกับ 17 ธนาคารพาณิชย์ โดยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) เป็นผู้ดำเนินการ
โดยเบื้องต้นกำหนดเงื่อนไขลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการนี้ได้จะต้องมีคุณสมบัติ บุคคลธรรมดามีเงินเดือนประจำ อายุ ไม่เกิน 65 ปี มีหนี้ค้างเกินกว่า 3 เดือน กับธนาคาร 2 แห่งขึ้นไป ก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2560 ไม่ถูกฟ้องดำเนินคดี หนี้เงินต้นค้างชำระไม่เกิน 2 ล้านบาท
ล่าสุดมีข่าวดีมาแจ้ง "คลินิกแก้หนี้" มีการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ เปิดให้ "ผู้ที่มีรายได้อิสระ" ไม่ต้องเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถเข้าโครงการ "คลินิกแก้หนี้" ได้ โดยมีผลวันที่ 1 ม.ค. 2561 นี้
ปีเก่ากำลังจะโบกมือลา ปีใหม่ กำลังมาเยือน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง อำลา "หนี้"...
สวัสดีปีใหม่ เริ่มต้นชีวิตที่สดใส ปลอดการมีหนี้เป็นห่วงผูกคอ...







