
เทคนิคพิชิตการออม พกไว้ใช้ดีรับปีจอ
พรสวรรค์ นันทะการออมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินเหลือใช้แล้วค่อยเก็บออม แค่เราแบ่งความสุขวันนี้ไปมีความสุขในวันข้างหน้าบ้างเท่านั้น
พรสวรรค์ นันทะ
การออมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินเหลือใช้แล้วค่อยเก็บออม แค่เราแบ่งความสุขวันนี้ไปมีความสุขในวันข้างหน้าบ้างเท่านั้น
นักเศรษฐศาสตร์ มักกล่าวกันว่า ต้นทุนการใช้เงินทุกบาทในวันนี้ คือ ความสุขที่จะหายไปในอนาคต ดังนั้น ถ้าเราอยากมีความสุขในทุกช่วงของชีวิต ก็ต้องรู้จักใช้ความสุขให้สมดุล ใช้เงินที่หามาได้ให้เกิดความสุขได้ตลอดไปนั่นเอง
สำหรับใครที่ยังกลุ้มอกกลุ้มใจกับสภาพการเงินของตัวเองในปีนี้ และคิดว่าชีวิตมีความสุขเพียงชั่วขณะเพราะการใช้เงินซื้อความสุขไปชั่วขณะเท่านั้น ก็ยังไม่สาย
หากไม่ได้เริ่มออมมาเลยตลอดปีนี้ ก็ลองตั้งใจใช้ฤกษ์ดีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2561 ซึ่งตรงกับปีจอ ด้วยการตั้งใจออมอย่างจริงจัง ถ้าคิดไม่ออกว่าจะออมด้วยวิธีไหน ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้คือตัวอย่างเทคนิคดีๆ ที่น่าลอง
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปกติคนเรามักจะมองข้ามเรื่องการออม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจหรือความตระหนักเรื่องการเก็บออมยังมีไม่มากพอ ทั้งที่ทักษะด้านการเงินเป็นสิ่งจำเป็น แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะบริหารจัดการการเงินในระยะสั้นเท่านั้น เช่น มีเงินเดือน รายได้แต่ละเดือน ก็มักบริหารแค่ใช้จ่ายให้เพียงพอกับที่หามาได้แต่ละเดือนแล้วจบ แต่ลืมมองระยะยาว
ในความจริงแล้วเราควรบริหารให้เพียงพอกับความสุขตลอดช่วงชีวิต ไม่ใช่แค่ความสุขระยะสั้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ผู้ว่าการ ธปท. จึงนำเสนอเทคนิคการออมง่ายแสนง่าย 3 ข้อ เพื่อสร้างความมั่นคงและความสุขในชีวิต
เริ่มจากข้อแรก ให้ลองตรวจสุขภาพการเงินของตัวเอง เหมือนกับที่เราต้องไปหาหมอตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อดูว่าเวลานี้สุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ก็อยากให้ใช้เทคนิคง่ายๆ สำรวจตัวเองว่า เรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ใช่การมองเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อการกินใช้ระยะสั้น แต่ให้มองไปถึงวันข้างหน้าว่า อะไรคือรายจ่ายที่เราจะต้องมี เป็นการหาเหตุผลให้เราต้องเก็บออมเผื่อระยะยาว
"การมองเหตุผลบริหารเงินเพื่อกินเพื่อใช้ไม่ผิด แต่เราก็ต้องอย่าลืมเผื่อถึงเหตุผลระยะยาวด้วย"
ข้อต่อมาคือ การมองเรื่องการออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้เงินออมเป็นกันชนของอุบัติเหตุด้านการเงินในชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้จากเรื่องที่เราไม่คาดคิดมาก่อน เช่น ญาติพี่น้องเจ็บป่วยฉุกเฉิน ดังนั้นเราควรมีเงินออมเพื่อส่วนนี้ด้วย
ที่ผ่านมา หลายคนต้องเข้าไปสู่วงจรหนี้นอกระบบ ยอมกู้เงินจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ ก็เพราะไม่มีกันชนรับอุบัติเหตุการเงินที่ไม่คาดคิด ซึ่งถ้าเรามีกันชน ก็ช่วยลดโอกาสที่เราจะเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ หรือเป็นหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสูงๆ อย่างที่หลายคนมีปัญหาอยู่ในปัจจุบันได้
ข้อสุดท้ายคือ ลองตั้งเป้าหมายการเงินระยะยาว 3-5 ปีให้กับตัวเอง เช่น อยากจะมีเงินก้อนเพื่อไปดาวน์บ้าน อยากมีเงินซื้อรถ อยากเก็บเงินไว้ให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ
เป้าหมายเหล่านี้ เป็นเหมือนเป้าหมายการออมเพื่อสร้างสินทรัพย์ สร้างความมั่งคั่งให้ชีวิต อย่าตั้งเป้าหมายการออมเพียงเพื่อไปเที่ยวอย่างเดียว
"ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะให้รางวัลในชีวิตกับตัวเองด้วยการท่องเที่ยว แต่การตั้งเป้าหมายการออมก็ ต้องมองสิ่งที่นอกเหนือจากความสุขระยะสั้นด้วย" วิรไท กล่าว
ทางด้าน สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เล่าถึงเทคนิคการออมเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้ยามที่ไม่ได้ทำงานแล้วให้ฟังว่า เขาใช้เทคนิคนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงาน รับเงินเดือนครั้งแรกเมื่อปี 2547 หรือ 13 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน วิธีที่ใช้ออมไม่ยากเลย ใครๆ ก็ทำได้ ทำแล้วจะชินไปเอง เริ่มจากออมก่อนค่อยใช้
อย่าคิดว่าเหลือแล้วค่อยออม ให้ค่อยๆ ออม เพราะการออมเป็นการเหลือเงินไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งคนที่จะได้ใช้ก็คือเรานั่นเอง
ในทางเศรษฐศาสตร์ การออมคือการบริหารความสุขให้สมดุล คนเราควรมีความสุขให้เท่าๆ กันในทุกช่วงชีวิต ถ้ามีมากวันนี้ ก็แบ่งเงินเอาไว้ใช้เพื่อสุขในอนาคตด้วย
หากถามว่าควรออมเท่าไร ก็ขอตอบว่า แต่ละคนอาจทำได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจออม 10-15% ของรายได้ในแต่ละเดือน แต่ประเด็นคือ ควรออมให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของแต่ละคน เพื่อเตรียมการไว้ให้มีเงินไว้ใช้เพียงพอในยามที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว ให้วัยเกษียณเป็นวัยแห่งความสุข มีเงินใช้หาความสุขหรือท่องเที่ยวในโลกกว้างในยามสูงวัยที่มีเวลาว่าง
สมประวิณ เล่าว่า ตัวเขาเองเลือกออม 30% ของเงินเดือน ไม่รวมที่ออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำมาตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ เพราะมองว่า เราควรเตรียมเงินให้พอ เนื่องจากปัจจุบันคนเราอายุยืนยาวขึ้น ค่ารักษาพยาบาล ค่าครองชีพสูงขึ้น เขาเลือกออมด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่หลายคนอาจโต้แย้งว่าทำได้ เพราะเงินที่มีก็ใช้ไม่พอ แต่ที่จริงแล้วการทำได้นั้น มีวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนก็ทำได้ ไม่ต้องรอ
ง่ายที่สุดก็คือใช้โอกาสในวันปีใหม่นี้เริ่มได้เลย!
เริ่มจาก 1.ใช้เงินอย่างมีเหตุผล อย่าใช้อารมณ์ เช่น มีทีวีรุ่นใหม่ออกมา รู้สึกอยากได้ ก็ต้องแยกให้ได้ว่าเป็นอารมณ์หรือเหตุผล มีทีวีอยู่แล้วหรือไม่ ซื้อมาแล้วได้ดูจริงหรือไม่
คนส่วนมากใช้อารมณ์ตัดสิน ตัวเขาเองก็เคยเป็น แต่เราลดการใช้เงินด้วยอารมณ์ได้ง่ายๆ แค่หยุดไว้ก่อน คิดให้ช้าลง ชอบก็อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อทันที รอให้ผ่านไปสัก 1-2 วัน ถ้ายังอยากได้ก็กลับมาซื้อ แต่ส่วนมาก 90% ที่เขาเคยใช้วิธีนี้มักไม่กลับมาซื้อ วิธีนี้ใช้ได้หมด ยกเว้นเรื่องอาหาร เพราะการบริโภคคนเราต้องกินต้องใช้
2.ไม่ซื้อสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดทันทีที่ออกมา ในตลาด อย่างเช่น โทรศัพท์ ถ้ามีออกมา 10 รุ่น สมประวิณจะใช้รุ่นที่ 9 เพราะความใหม่ล่าสุดจะมีค่าพรีเมียม (Premium) เช่น ราคาเพิ่มอีก 5,000 บาท จากรุ่นก่อนหน้า แล้วมีลักษณะการใช้งาน (ฟีเจอร์) ใหม่บางอย่างเพิ่มมา ซึ่งบางครั้งเราไม่ได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มมาก็ไม่ควรจ่ายเพื่อความใหม่ เพราะตกรุ่นมาหน่อยแต่ใช้ประโยชน์ได้ครบตรงตามต้องการใช้ ประหยัดเงินได้ด้วย
"ถ้าประหยัดได้ 2 ส่วนนี้ ทั้งซื้อด้วยความรู้สึกและค่าพรีเมียม เราจะเหลือเงินออมมากขึ้น ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น" สมประวิณ กล่าว
สมประวิณ กล่าวว่า ปริมาณการออมแต่ละคนควรมีเท่าไรถึงจะเพียงพอ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์แต่ละคน และขึ้นอยู่กับเริ่มต้นออมที่อายุเท่าไร เหลือเวลาออมอีกแค่ไหนก่อนจะเกษียณ ในทางเศรษฐศาสตร์เงินออมจะมีอำนาจทบต้น คือ เมื่อเราออมไปถึงจุดหนึ่งเราก็จะไม่จน เพราะดอกเบี้ยของเงินออมจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ดังนั้น เริ่มออมเร็วเท่าไรยิ่งดี
ยกตัวอย่าง ถ้าคนเริ่มออมตอนอายุ 30 ปี สมมติมีเงินเดือน 3 หมื่นบาท แบ่งรายจ่ายเป็นเพื่อการบริโภค 1.5 หมื่นบาท ออมผ่านประกันจ่ายเบี้ย 5 หมื่น/ปี ออมผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เต็ม 15% ทุกปี ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 5% และได้เงินเดือนเพิ่มปีละ 5% เช่นกัน
หากได้รับผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 4.5-5% ต่อปี จะมีเงินออมเมื่อเกษียณอายุ 60 ปี รวมประมาณ 20 ล้านบาท เพราะผลของการออมแบบสม่ำเสมอจะมีอานุภาพมาก
ถ้าเราออมได้แบบนี้ เงินออมเราก็จะมากกว่าระดับเงินออมเฉลี่ยที่คนไทยควรมี ซึ่งงานวิจัยระบุว่า ผู้ชายเกษียณอายุควรมีเงินออมประมาณ 2.1-2.9 ล้านบาท ส่วนผู้หญิงควรมีประมาณ 2.5-3 ล้านบาท จึงจะเพียงพอ
การออมไม่ใช่เรื่องยากไม่ต้องรอให้เงินเดือนสูงๆ ค่อยทำ หรือรอได้โบนัสก้อนโตในปีใหม่นี้ค่อยเริ่มออม แต่ว่าเราทุกคนเริ่มได้ หากรู้สึกเห็นตัวเลขในบัญชีแล้วอยากใช้ ก็ใช้วิธีรับเงินเดือนมาแล้วตัดออมไปเลย จะตัดไปบัญชีเงินฝากประจำ กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารทุนก็ทำเลย
เพราะการตัดออมมีข้อดีอีกด้านด้วยคือ เมื่อตัดออมไปแล้วตัวเลขเงินในบัญชีเหลือน้อยอาจช่วยให้เราประหยัดอีกด้วย
"การออมช่วยให้วัยเกษียณเป็นวัยแห่งความสุขได้ เพราะเมื่อไม่ทำงาน แต่ยังมีเงินเที่ยวโลกกว้างทั้งในและต่างประเทศ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต" สมประวิณ กล่าว
เมื่ออายุล่วงเลยไปถึงวัยเกษียณแล้ว ร่างกายย่อมแก่ชราลงอยู่แล้ว ดังนั้นจงอย่าให้ด้านการเงินมาทำให้ชีวิตยามชราต้องลำบากหนักหนาไปอีกเลย เก็บออมไว้รับเกษียณ ท่องจำไว้ว่า ต้นทุนการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ในวันนี้ คือ ความสุขที่จะหายไปในอนาคต







