
อันตรายจากเศรษฐกิจขาขึ้น
สมชาย สกุลสุรัตน์ ผมเขียนคอลัมน์นี้มาประมาณ 15 กว่าปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิด ทั้งๆ ที่ครั้งแรกเมื่อถูกชวนให้เขียนโดยบรรณาธิการ คิดว่าจะเขียนเป็นงานอดิเรกชั่วครั้งชั่วคราว แต่พอทำจริงๆ แล้ว ฝืนใจเขียนบ้าง ไม่เขียนบ้าง ไม่ได้ตามนิสัยที่ทำอะไรแล้วถือเป็นหน้าที่ ประกอบกับเมื่อเริ่มเขียน ยังไม่ค่อยมีผู้เขียนบทความแนวเศรษฐกิจและการเงิน จึงคิดว่าหากเขียนบทความแนวนี้ แค่ใช้ภาษาง่ายๆ แบบคุยกันกับท่านผู้อ่าน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้างไม่มากก็น้อย จึงได้เขียนคอลัมน์นี้ต่อเนื่องกันมานานไม่เคยขาดถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
สมชาย สกุลสุรัตน์
ผมเขียนคอลัมน์นี้มาประมาณ 15 กว่าปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิด ทั้งๆ ที่ครั้งแรกเมื่อถูกชวนให้เขียนโดยบรรณาธิการ คิดว่าจะเขียนเป็นงานอดิเรกชั่วครั้งชั่วคราว แต่พอทำจริงๆ แล้ว ฝืนใจเขียนบ้าง ไม่เขียนบ้าง ไม่ได้ตามนิสัยที่ทำอะไรแล้วถือเป็นหน้าที่ ประกอบกับเมื่อเริ่มเขียน ยังไม่ค่อยมีผู้เขียนบทความแนวเศรษฐกิจและการเงิน จึงคิดว่าหากเขียนบทความแนวนี้ แค่ใช้ภาษาง่ายๆ แบบคุยกันกับท่านผู้อ่าน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้างไม่มากก็น้อย จึงได้เขียนคอลัมน์นี้ต่อเนื่องกันมานานไม่เคยขาดถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
แต่ในปัจจุบันมีท่านผู้ทรงคุณวุฒิมากมายที่เขียนบทความหรือให้ความรู้กับคนทั่วไปทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ประกอบกับผมมีเหตุผลส่วนตัวหลายประการที่คิดว่าคงไม่สามารถเขียนคอลัมน์นี้ต่อไปตามปกติ จึงขอเขียนบทความนี้เป็นบทความสุดท้าย และ ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัยและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านผู้อ่านแต่ละท่านเคารพศรัทธนาจงดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสพแต่ความสุขความเจริญในปี 2561 ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้โดยทั่วหน้ากัน
ผมเชื่อว่าปี 2561 ที่กำลังจะมา เศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวขึ้นสูงกว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดย ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวขึ้น 3.7% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้เดิม เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศค่อนโลกได้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยระหว่างปี 2550-2552
ผมคิดว่าสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีความต้องการที่จะบริโภคสินค้าและบริการ ตราบนั้นความต้องการสินค้าและบริการก็ยังมีอยู่เสมอ เพียงแต่บางจังหวะเวลาอาจจะลดลงเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น วิกฤตการเงินในเอเชีย เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และในสหรัฐเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้การค้าระหว่างประเทศถดถอย มีการลดกำลังการผลิต แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ผลิตก็จำเป็นต้องเพิ่มการผลิตทดแทนสินค้าในสต๊อกที่ถูกขายออกไปโดยไม่มีการผลิตทดแทน และสินค้าใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคต้องการ
ผลก็คือไอเอ็มเอฟคาดว่าการค้าโลกจะขยายตัว 4.2% ในปี 2560 สูงสุดในรอบ 6 ปี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งปัจจุบันผูกโยงกัน ที่เรียกว่าห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชน ขยายตัวขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะประเทศที่อาศัยการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวจักร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการส่งออก
และก็เช่นกัน นอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว ธุรกิจบางอย่างที่ซบเซาไปเพราะเศรษฐกิจถดถอยก็จะฟื้นตัว เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนาการ แม้แต่การที่บางประเทศมีปัญหาเรื่องประชากรกำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ ธุรกิจบางอย่าง เช่น การรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพกลับเฟื่องฟูขึ้น เป็นต้น
ความจริงความผันผวนขึ้นลงของเศรษฐกิจและการค้าการอุตสาหกรรมนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เพราะเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าวงจรเศรษฐกิจมานานแล้ว ว่าเมื่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจขยายตัวไปถึงจุดหนึ่งจะเริ่มลดลงไปจนถึงต่ำสุดแล้วค่อยปรับตัวขึ้นใหม่ โดยไม่มีข้อยกเว้น
ในระดับจุลภาค เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องเฝ้าดูแลเสถียรภาพของธุรกิจให้อยู่รอดได้ในระยะยาว ส่วนในระดับประเทศ รัฐบาลหรือธนาคารกลางเป็นผู้ดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศโดยมาตรการทางการคลัง เช่น ระบบภาษีอากร การออกกฎเกณฑ์ควบคุม หรือส่งเสริมธุรกิจ การดูแลเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนและปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ
การดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะถ้าไปเริ่มดูแลอย่างเข้มงวดเมื่อเศรษฐกิจถดถอยจะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจถดถอยเร็วยิ่งขึ้น เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต ต้มยำกุ้งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
และก็เช่นกันกับปัญหาของธุรกิจที่เกิดขึ้นกับบริษัทระดับโลกทั้งในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้เกิดในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจกำลังมีกำไรซื้อง่ายขายคล่อง เพราะเศรษฐกิจในระดับมหภาคกำลังขยายตัว จึงพยายามขยายธุรกิจโดยเข้าไปซื้อกิจการของคู่แข่งหรือธุรกิจที่คิดว่ามีอนาคตสดใสกว่าธุรกิจพื้นฐานที่ทำอยู่เดิม โดยการใช้เงินมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินหรือตลาดทุน แต่พอเศรษฐกิจถดถอยตามวงจรธุรกิจ ก็ไม่สามารถชำระหนี้ที่ก่อไว้เพื่อขยายธุรกิจตามที่วางแผน ต้องปิดกิจการบ้าง ขอความคุ้มครองจากการล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการบ้าง หรือถูกบริษัทอื่นที่แข็งแรงกว่าซื้อหรือควบรวมกิจการไป
ผลของการมุ่งเน้นการเติบโตเป็นหลัก โดยไม่ให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพของธุรกิจในระดับจุลภาคและเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจหรือสถานะการคลังของรัฐบาลเท่านั้น แม้แต่นักลงทุนทั่วไป เช่น ท่านผู้อ่านอย่างผม ก็หลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้
เพราะฉะนั้นการลงทุนใดๆ ในทุกระดับในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวจึงต้องใช้วิจารณญาณระมัดระวังยิ่งกว่าการลงทุนในยามที่เศรษฐกิจถดถอย ว่าลงทุนระดับใดจึงจะเกิดดุลยภาพระหว่างการสร้างโอกาสในการทำกำไรกับความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในวงจรเศรษฐกิจ เพราะในช่วงเศรษฐกิจถดถอยทุกที่จะระมัดระวังตัวก่อนลงทุนตามธรรมชาติ ความเสียหายจึงมักจะไม่เกิดจากการลงทุนในช่วงนั้น แต่จะเกิดจากการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจสดใส
บางคนนิยมเทหมดหน้าตัก โดยยึดคติว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก กลัวตกรถไฟ บางคนลงทุนโดยประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นถือคติว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาน
การลงทุนแนวไหนเหมาะสมกับท่านไม่มีใครตัดสินใจแทนได้ เพราะเงินที่ลงทุนเป็นเงินของท่าน ความเสี่ยงก็เป็นความเสี่ยงของท่าน
แต่ไม่ว่าจะลงทุนแนวไหน ขอให้ท่านประสบความสำเร็จขึ้นรถไฟทันหรือลงจากเรือก่อนเรือล่มทันก็แล้วกัน ขอให้ทุกท่านโชคดี
สวัสดีปีใหม่







