
แก้หนี้ครัวเรือนให้ถูกจุด
ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเทกออฟไปไหนได้ไกล เนื่องจากการบริโภคในประเทศอ่อนแอ ประชาชนไม่มีกำลังซื้อเนื่องจากจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน มีเงินเหลือจึงจะนำเงินมาใช้จ่าย ทำให้แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะมีการขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังเป็นการฟื้นตัวอย่างเปราะบาง เนื่องจากมาจากการส่งออกเป็นหลัก แต่การบริโภคในประเทศและการลงทุนยังไม่ขยับ
ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเทกออฟไปไหนได้ไกล เนื่องจากการบริโภคในประเทศอ่อนแอ ประชาชนไม่มีกำลังซื้อเนื่องจากจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน มีเงินเหลือจึงจะนำเงินมาใช้จ่าย ทำให้แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะมีการขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังเป็นการฟื้นตัวอย่างเปราะบาง เนื่องจากมาจากการส่งออกเป็นหลัก แต่การบริโภคในประเทศและการลงทุนยังไม่ขยับ
รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ลดลง ทั้งการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เข้ามาช่วยปล่อยสินเชื่อในเงื่อนไขผ่อนปรนให้ การเปิดให้รีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ และการปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบด้วยการลงโทษอย่างรุนแรงและเฉียบขาด เพื่อไม่ให้มีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบขูดเลือดขูดเนื้อ และออกกฎหมายไม่ให้มีการทวงหนี้อย่างไร้มนุษยธรรมและไม่ให้คิดดอกเบี้ยโหดอีกต่อไป
นอกจากนั้น ยังเปิดให้ใบอนุญาตตั้งบริษัทให้ปล่อยสินเชื่อรายย่อยในท้องถิ่นที่เรียกว่า พิโกไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์ ให้เจ้าหนี้นอกระบบที่อยากจะทำให้ถูกกฎหมายมาจดทะเบียนตั้งบริษัทดำเนินการ
เป็นเวลาปีกว่าที่รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้มา แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจและสังคมไทยในปี 2561 ว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 โดยจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน และทรัพย์สินของ ครัวเรือน ตลอดจนลักษณะที่อยู่อาศัย พบว่าครัวเรือนไทยทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ย 26,973 บาท/เดือน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,897 บาท/เดือน โดยรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยอัตราเพิ่มของรายได้อยู่ที่ 0.1% น้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 1.7%
ทั้งนี้ ทำให้ในปี 2560 ครัวเรือนมีรายได้ส่วนหนึ่งเหลือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้และการออม จำนวน 5,076 บาท/เดือน และเมื่อเทียบหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนในรอบ 11 ปี (2550-2560) พบว่าหนี้สินต่อรายได้ในปี 2554 และปี 2558 ต่ำสุด คือ 5.8 เท่า แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 6.6 เท่า ในปี 2560 โดยมีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่ครัวเรือนใดที่มีรายได้สูง จะมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินสูงตามเช่นเดียวกัน
สำหรับหนี้นอกระบบของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 4.9% ในปี 2558 เป็น 6.2% ในปี 2560 และมีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบเพิ่มขึ้นจาก 3.7% เป็น 4.6%
ถึงแม้ว่าสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2/2560 อยู่ที่ 78.4% ลดลงจากไตรมาสแรกที่อยู่ในระดับ 78.7% แต่สะท้อนว่าหนี้ครัวเรือนไม่ได้ลดลง ที่ลดลงเพราะว่ามูลค่าจีดีพีเพิ่มขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่จีดีพีปรับลดลงหนี้ต่อจีดีพีก็ปูดขึ้นมาอีก
การช่วยเหลือคนจนเฟสสองของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการ ซึ่งมีสาระส่วนใหญ่คือการสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อให้คนไทยหายจนอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร
แต่การที่รัฐบาลพยายามทำหลายๆ ด้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่หนี้ครัวเรือนก็ไม่ลดลง รัฐบาลควรจะต้องทำการสำรวจข้อมูลอย่างละเอียดว่าหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงตลอดเวลา มาจากสาเหตุใดกันแน่ เป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หรือเป็นเพราะค่าครองชีพสูง สินค้าแพง หรือเพราะเกิดจากอุปนิสัยใช้จ่ายเกินตัว เพื่อที่จะได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด







