posttoday
ศก.2018 ปัง ทองคำไม่เปรี้ยง

ศก.2018 ปัง ทองคำไม่เปรี้ยง

25 ธันวาคม 2560

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ขณะที่ปี 2017 ใกล้สิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ความคาดหวังว่าปี 2018 จะกลายเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนากำลังปรากฏขึ้น ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องไปถึงแนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตลอดปีหน้านี้

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ขณะที่ปี 2017 ใกล้สิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ความคาดหวังว่าปี 2018 จะกลายเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนากำลังปรากฏขึ้น ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องไปถึงแนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตลอดปีหน้านี้

ท่ามกลางตลาดหุ้นที่มาแรงทุบสถิติใหม่ไปหลายสิบครั้ง และความร้อนแรงของการลงทุนในเงินดิจิทัลปี 2017 คงไม่ใช่ปีทองนักของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" ที่เคลื่อนไหวอยู่ราว 1,270-1,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ตลอดปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักๆ ที่สกัดการปรับขึ้นของราคาทองมาจากทิศทางการไปสู่ยุคดอกเบี้ย ขาขึ้นและการขันนอตนโยบายการเงินของแบงก์ชาติทั่วโลก

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจทั่วโลกที่ปรับตัวแข็งแกร่ง ทั้งการขยายตัวของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) การค้าและการผลิต ยิ่งทำให้เสน่ห์ของทองคำลดลง เพราะการเอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงกว่า แต่ให้ผลตอบแทน ดีกว่ามีความน่าดึงดูดใจยิ่งกว่า

เมื่อนำปัจจัยทั้งสองอย่าง คือ เรื่องทิศทางดอกเบี้ยและการเติบโตของเศรษฐกิจมาประกอบกัน คงพอบอกได้ว่าในปี 2018 นี้แนวโน้มของราคาทองจะยังคงไม่แวววาวจับตามากนัก คล้ายคลึงกับช่วงปี 2017 โดย โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจสหรัฐคาดการณ์ว่าราคาทองจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 1,200-1,225 ดอลลาร์ตลอดปีหน้านี้

นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ซึ่งจะกระตุ้นการจ้างงาน การลงทุน และการบริโภค ยิ่งเป็นตัวเร่งการขยายตัวของเงินเฟ้อ จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงจนเกินไป โดยแท็กซ์ ฟาวเดชั่น หน่วยงานคลังสมองที่วิเคราะห์เรื่องนโยบายภาษีสหรัฐ คาดการณ์ว่าแผนปฏิรูปภาษีจะหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวขึ้น 2.45% ในปี 2018 จากคาดการณ์เดิมที่ 2.01% และปรับตัวเฉลี่ยขึ้นราว 1.7% ในระยะยาวช่วง 10 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทอง เนื่องจากจะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น ทำให้ทองมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินตราอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ ซีพีเอ็ม กรุ๊ป บริษัทหลักทรัพย์ในสหรัฐคาดการณ์ว่าดีมานด์ทองจะขยับขึ้นมาเพียงเล็กน้อยจาก 27 ล้านออนซ์ ในปีนี้ ไปอยู่ที่ 27.5 ล้านออนซ์ ในปี 2018

อย่างไรก็ดี แม้ทองจะยังไม่เปรี้ยงปร้างมากนักในปีหน้า แต่ก็ใช่ว่าจะแผ่วเสียทีเดียว

การคาดการณ์ที่ว่า เจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการเฟดคนใหม่ มีแนวโน้มสานต่อนโยบายการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปของ เจเน็ต เยลเลน จะยังทำให้ดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าต่อในปีหน้า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อราคาทองคำ โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทีดี ซีเคียวริตี้ส์ คาดการณ์ว่าราคาทองจะปรับขึ้นไปอยู่ราว 1,313 ดอลลาร์/ออนซ์ ในปี 2018 ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ของธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์และธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริลลินช์ ที่มองว่าราคาทองจะอยู่ที่ 1,325 ดอลลาร์/ออนซ์ และ 1,326 ดอลลาร์/ออนซ์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ทองยังคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการปรับฐานของตลาดหุ้นโลก หลังทะยานทุบสถิติใหม่ไปหลายต่อหลายครั้ง เช่น ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ที่พุ่งทุบสถิติใหม่กว่า 30 ครั้ง รวมถึงดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็กที่พาเหรดปิดพุ่งเช่นกัน

แม้ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในแดนบวกต่อในปี 2018 จากคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวสดใส โดยเฉพาะสหรัฐ หลังการผ่านแผนปฏิรูปภาษีซึ่งเอื้อต่อภาคเอกชน และทำให้นักวิเคราะห์หลายรายคาดว่าเอกชนจำนวนมากอาจเพิ่มการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน จากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการถ่ายโอนผลกำไรจากต่างแดนกลับประเทศ แต่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวแรงอย่างมากตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา ก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่

เช่นเดียวกับการลงทุนใหม่มาแรงอย่างเงินดิจิทัล ซึ่งมี "บิตคอยน์" สกุลเงินดิจิทัลพี่ใหญ่เป็นตัวนำขบวน จนราคาพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่า 1,300% และผันผวนอย่างหนักตลอดปี แม้หลายฝ่าย เช่น โกลด์แมน แซคส์ จะมองว่าดีมานด์บิตคอยน์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่สัมพันธ์กับความต้องการถือครองทองที่ลดลง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ "คนละประเภท" กัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่เงินดิจิทัล ปลุกความวิตกต่อการเกิดภาวะฟองสบู่แตกเช่นกัน ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลไปทั่วระบบการเงิน

ความหวั่นเกรงยิ่งขึ้นต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและเงินดิจิทัล จึงถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเริ่มหันมาหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยกว่า และหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ ก็คือทองคำนั่นเอง

"ตลาดกำลังวิตกยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการปรับฐานของตลาดหุ้นและอาจจะรวมถึงเงินดิจิทัลด้วย ดังนั้นในปีหน้าเราอาจเห็นแรงซื้อทองที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการกระจายการลงทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น" ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทการลงทุน ไพร้ซ์ ฟิวเจอร์ส กรุ๊ป กล่าว

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้ เพราะเป็นตัวแปรหลักในดันราคาทอง คือ ประเด็นความปั่นป่วน ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ประเด็นการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ยังคงยืดเยื้อ แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) จะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรยิ่งขึ้น แต่หลายฝ่ายยังไม่มั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะหยุดรัฐบาลเปียงยางได้หรือไม่ รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางระลอกใหม่ จากการที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศ รับรองให้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

ไม่เพียงเท่านั้นโลกยังต้องจับตาความตึงเครียดทางการเมือง-การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนและรัสเซีย หลังทรัมป์ระบุในแผนความมั่นคงแห่งชาติว่าจีนและรัสเซียเป็นประเทศคู่แข่งท้าทายอำนาจสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้สถานการณ์การเมืองโลกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ว่าจะหนุนให้ราคาทองขยับขึ้นมาได้บ้าง เพิ่มเติมจากความต้องการกระจายการลงทุน แม้ว่าทองคาดว่าจะยังไม่พุ่งแรงมากนัก แต่ก็ใช่จะหมดสิ้้นความแวววาวไปเสียทีเดียว n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI