
2561‘ปีทอง’ของคสช.
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะต้องถือว่าเป็นปีที่ดีที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศมาเป็นเวลากว่า 3 ปี จากปี 2557 ที่เข้ามาบริหารประเทศปีแรกท่ามกลางวิกฤตการเมืองทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 0.8%
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะต้องถือว่าเป็นปีที่ดีที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศมาเป็นเวลากว่า 3 ปี จากปี 2557 ที่เข้ามาบริหารประเทศปีแรกท่ามกลางวิกฤตการเมืองทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 0.8%
หลังจากนั้นปี 2558 เมื่อเริ่มบริหารได้เต็มตัวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวได้ 2.9% และปี 2559 ขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.2%
สำหรับปี 2560 มีหน่วยงานทางเศรษฐกิจหลายแห่งคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจอาจจะขยายตัวได้ถึง 4% แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 3.9% และเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้ 4.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่รัฐบาลต้องการที่ระดับ 4-5%
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวได้ 3.9% ซึ่งถือว่าเป็นการคาดการณ์ในระดับสูง เพราะปกติ ธปท.จะคาดการณ์อย่างระมัดระวังและมักจะต่ำกว่าหน่วยงานของ รัฐแห่งอื่นๆ จำนวนมาก แต่เมื่อ ธปท. คาดการณ์เศรษฐกิจสูงใกล้เคียงกับหน่วยงานอื่น ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นว่าเศรษฐกิจไทยเที่ยวนี้ดีจริง
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2561 เป็นปีแห่งความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 20 ปี ที่ไม่เคยเห็นโอกาสนับจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หลังจากนั้นปี 2547 เกิดเหตุการณ์สึนามิทำให้เศรษฐกิจได้รับการสูญเสียรุนแรงโดยเฉพาะการท่องเที่ยว หลังจากนั้นเกิดการปฏิวัติปี 2549 พอในปี 2551 เศรษฐกิจโลกมีปัญหากระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก
หลังจากนั้นปี 2554 เกิดน้ำท่วม ใหญ่เศรษฐกิจไทยได้รับความเสียหาย ทรัพย์สินและโอกาสเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ต่อจากนั้นก็มีปัญหาการเมืองต่อเนื่องจนทำเศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก ทำให้เกิดการปฏิวัติปี 2557 เพื่อผ่าทางตันเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะวิกฤตใกล้ตกถึงก้นเหวให้ฟื้นตัวกลับมาขยายตัวได้สูงอีกครั้ง
สมคิด กล่าวว่า ปี 2561 ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีเท่านั้น ตลาดหุ้นไทยก็จะเป็นปีทอง หลังจากปีนี้ดัชนีหลักทรัพย์สามารถปรับตัวขึ้นมาเป็น 1,700 จุด นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 การดำเนินนโยบายและมาตรการของรัฐบาล ที่ผ่านมากำลังออกดอกผล ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การส่งออกที่ขยายตัวมากกว่า ที่คาดการณ์อย่างมาก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวและการลงทุนภาคเอกชนเริ่มจะขยับ
สำหรับเศรษฐกิจปี 2561 ยังเหลือแค่ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ที่ปีหน้ารัฐบาลเตรียมปูพรมแก้ปัญหาครั้งใหญ่ ทั้งการแก้ไขปัญหาคนจนให้พ้นจากความยากจน การเพิ่มรายได้เกษตรกร การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและท้องถิ่น หากทำให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนและขยายตัวได้มากเหมือนเศรษฐกิจในปีหน้า จะเป็นเศรษฐกิจ ปีแห่งความหวังที่นักลงทุนไม่ควรพลาด โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนในระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาภาคเอกชนยังลงทุนน้อย และหากในปี 2561 ภาคเอกชนยังไม่ยอมลงทุนเพิ่มเศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวได้ 4% เล็กน้อยเท่านั้น แต่หากภาคเอกชนเริ่มมีการลงทุนมากขึ้น ก็จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้ถึง 5% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่รัฐบาลต้องการ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศมาก เพราะสินทรัพย์ราคาถูกและยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไทย แต่ตอนนี้เศรษฐกิจไทยต่างจากที่ผ่านมามาก ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องหากเอกชนไม่เร่งลงทุนในไทยอาจจะเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นขาขึ้นได้ เพราะเศรษฐกิจปีหน้าต่างจากในอดีตก่อนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารอย่างมาก เพราะรัฐบาลเน้นเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทุกๆ ด้าน ทั้งด้านคมนาคมขนส่ง ด้านการเงิน และด้านสังคม เพราะเป็นการเพิ่มเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและระยะยาว
อภิศักดิ์ กล่าวว่า ในปีหน้า 2561 รัฐบาลยังเร่งการใช้จ่ายภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลถึง 4.5 แสนล้านบาท โครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมากอยู่ระหว่างการเดินหน้าตามแผน บางโครงการเริ่มก่อสร้างแล้ว และบางโครงการอยู่ระหว่างการเซ็นสัญญาและจะก่อสร้างได้ในไม่ช้า และคาดว่าในปีงบประมาณต่อๆ ไป ก็ยังเป็นงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในปี 2561 รัฐบาลจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน 11.4 ล้านคน และมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี ประมาณ 5 ล้านคน ให้พ้นจากความยากจน โดยภายใน 2 สัปดาห์นี้หรือต้นปีเดือน ม.ค. 2561 คลังจะเสนอชุดมาตรการช่วยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เช่น การฝึกอาชีพ หางานให้ทำเพิ่มรายได้ การสร้างให้เป็นผู้ประกอบการใหม่ โดยจะมีอาชีพให้เลือกจำนวนมาก และจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐดูแลผู้มีรายได้น้อยที่ยากจนเป็นรายบุคคล เพื่อประมวลผลและช่วยพัฒนาศักยภาพให้ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ คลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวในปีแรกจะทำให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี พ้นจากความยากจน 20-30% แม้ว่าเป็นจำนวน ไม่มาก เพราะไม่สามารถทำให้คน พ้นจากความยากจนได้ทั้งหมดพร้อมกัน แต่หากรัฐบาลทำต่อเนื่องภายใน 4-5 ปี ก็จะทำให้ทุกคนพ้นจากความยากจนได้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจปี 2561 ยังถือเป็นปีสุดท้ายที่รัฐบาลนี้จะได้โชว์ฝีมือในการบริหาร เพราะตามโรดแมปการเมืองจะต้องมีการเลือกตั้งปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามเร่งเครื่องดันเศรษฐกิจเต็มสูบ ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเครดิตให้กับรับบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารแต่ก็บริหารเศรษฐกิจได้ไม่แพ้จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันบางเรื่องยังทำได้ ดีกว่า เช่น เรื่องความมั่นคงปลอดภัยการหยุดทะเลาะของคนในประเทศ ที่ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างมาก แต่สำหรับปีนี้ปัจจัยลบต่างๆ ในอดีตที่เคยกัดกินเศรษฐกิจไทยได้ถูกแก้ปัญหา ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเป็นโอกาสทองของนักลงทุนทั้งในและ ต่างประเทศ ที่ใครลงทุนได้เร็วโอกาสได้ผลตอบแทนสูงก็มีมาก ส่วน นักลงทุนที่ยังลังเลตัดสินใจช้าก็อาจจะเสียโอกาสทองจากการขยายตัวเศรษฐกิจในปีหน้าไปได้







