posttoday
นายกฯถกผู้ว่าฯ-เอกชนเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเหนือ

นายกฯถกผู้ว่าฯ-เอกชนเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเหนือ

25 ธันวาคม 2560

นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับผู้ว่าฯ ผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชน เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเหนือ

นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับผู้ว่าฯ ผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชน เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเหนือ

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)  เปิดเผยว่า   เมื่อวันที่ 25 ธ.ค . 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพบปะหารือร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้บริหารท้องถิ่นและผู้แทนเกษตรกรในภาคเหนือ เรื่องทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม. สัญจร นัดสุดท้ายของปี 2560 ที่จัดขึ้นที่จ.พิษณุโลกและจ.สุโขทัย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้หารือและรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนทั้งสิ้น 6 ด้าน และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปจัดลำดับความสำคัญและดำเนินการต่อไป ประกอบด้วย ด้านที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางอากาศ  มีโครงการสำคัญ เช่น เร่งรัดโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่แห่งที่ 2 ปรับปรุงพัฒนาท่าอากาศยาน ประกอบด้วย การขยายทางวิ่งท่าอากาศยานลำปาง แพร่ น่าน และการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการให้บริการประชาชนของท่าอากาศยานพิษณุโลก โดยนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงคมนาคม รับข้อเสนอไปเร่งพิจารณาในรายละเอียดและจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็นเร่งด่วนต่อไป

นอกจากนี้ มีการเสนอให้ พัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางบกอีกหลายโครงการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ให้กระทรวงคมนาคม รับข้อเสนอไปเร่งพิจารณาในรายละเอียดและจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็นเร่งด่วนตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้การพิจารณาให้คำนึงถึงความเหมาะสมด้านการลงทุนในรูปแบบร่วมทุนกับเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับต่อไปในอนาคต

ด้านที่2  การบริหารจัดการน้ำ เอกชนขอให้พิจารณาสนับสนุนการดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ในลุ่มน้ำหลักของภาคเหนือที่สำคัญ ประกอบด้วย ตอนบนของลุ่มน้ำ ก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำ ทบทวนกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการพัฒนา และความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ศึกษาการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ เช่น โครงการ กก-อิง-น่าน  ตอนล่างของลุ่มน้ำ ก่อสร้างฝาย/ประตูระบายน้ำ ปรับปรุงระบบส่งน้ำ ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และ ลุ่มน้ำยม ขอให้พิจารณา เร่งดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำตามลำน้ำสาขาในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำยม  เร่งดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ผันน้ำเลี่ยงเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าความเสียหายสูงในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร และ เร่งก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำยม

โดยนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำหลักของภาคเหนือตามที่เสนอ โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์/ฟื้นฟู/เพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก/ภัยแล้งที่เกิดจากการไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำตามลำน้ำสาขาในลุ่มน้ำหลัก โดยเฉพาะลุ่มน้ำยม โดยให้เร่งดำเนินการสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ถึงประโยชน์ที่จะได้รับในทุกขั้นตอนเพื่อสร้างการยอมรับและสนับสนุนการดำเนินการ และหากเป็นโครงการขนาดใหญ่ให้เสนอสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาตามขั้นตอนโดยด่วนต่อไป

นายปรเมธี กล่าวว่า สำหรับด้านการเกษตรและแปรรูป เอกชนขอรับการสนับสนุน ครงการเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกภาคเหนือ โดยใช้ผักและผลไม้นำร่อง ได้แก่ กล้วยหอม สับปะรด กระเจี๊ยบเขียว ขิง มะม่วง ข้าว ไผ่ และพืชสมุนไพร ในลักษณะครอบคลุมการผลิตต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อเป็นอาหารอนาคต (Functional food/Healthy food)

สำหรับข้อเสนอนี้ นายกรัฐมนตรีให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกรแห่งชาติ สถาบันการศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาในรายละเอียดในการสนับสนุนโครงการฯ โดยให้คำนึงถึงความสอดคล้องกับพื้นที่ Zoning by Agri-Map คุณภาพวัตถุดิบและแปรรูปสินค้าที่ได้มาตรฐานตรงความต้องการของตลาด ความคุ้มค่าในการดำเนินการ และต้องไม่เป็นภาระรัฐในอนาคต รวมทั้งให้กลุ่มเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชนและสถาบันพัฒนาองค์การชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ด้านที่4 การค้าและการลงทุน เอกชนขอการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้า การค้าชายแดน การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางการค้า การค้าชายแดน การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับเมียนมา โดยการทำ Visa on Arrival (VOA) ณ ด่านชายแดนไทยกับเมียนมา การทำความตกลงทวิภาคีการเปิดเดินรถส่วนบุคคล และการอนุญาตให้รถขนส่งของเมียนมาเข้ามาขนส่งสินค้าในฝั่งไทยด้านด่านแม่สอด จังหวัดตาก ตามขั้นตอนต่อไป

ด้านที่5 การแพทย์ การบริการผู้สูงอายุ และสังคม ขอให้พิจารณาสนับสนุน โครงการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรภาคเหนือ โดยใช้ศักยภาพของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ในการขับเคลื่อน และ ผลักดันนโยบายเมืองสมุนไพร (Herb City) และการแพทย์แผนไทยเพื่อความเป็นเลิศตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข

สุดท้าย ด้านที่ 6 การส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เมืองมรดกโลก โดยมุ่งเน้นการท่องเที่ยว เพื่อชมความสวยงามของสถานที่ และการเล่าเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของภาคเหนือให้พัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัยในคราวนี้ด้วย  โดยส่วนนี้ ให้กระทรวงคมนาคมรับไปหารือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม รับไปพิจารณาโครงข่ายการคมนาคมเชื่อมโยง โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัด ภูมิภาค รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว ทั้งในทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน