
หลวงพระบางกับกรุงเทพฯ
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยขึ้นต้นก็คงจะงงกันว่าจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เมื่อหลวงพระบางคือเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 5 หมื่นคน ตั้งอยู่ตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง กับกรุงเทพฯ ที่เป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ขึ้นต้นก็คงจะงงกันว่าจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เมื่อหลวงพระบางคือเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 5 หมื่นคน ตั้งอยู่ตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง กับกรุงเทพฯ ที่เป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน
หลวงพระบางเป็นเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก ในปี ค.ศ. 1995 โดยยูเนสโก กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจาก ทั่วโลก จนเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีการสร้างโรงแรม อาคารใหม่ รวมทั้งอาคารต่อเติมขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ขัดต่อข้อกำหนดของยูเนสโกเพื่อการอนุรักษ์ รวมทั้งมีการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะ ขณะที่แขวงหลวงพระบางยังขาดทั้งความรู้เรื่องการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง ขาดทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ให้คำแนะนำและผู้ตรวจสอบ อีกทั้งชาวบ้านยังไม่ได้ให้ความสำคัญ จนอาจทำผิดกฎหมายด้วยความไม่เจตนา ทำให้ความเจริญสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงลบต่อพื้นที่มรดกโลกแห่งนี้
ในที่สุดเมืองหลวงพระบางก็ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Institute of Technology) มหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น ที่ได้เข้ามาวิจัยโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS (Geographic Information System) ซึ่งเป็นระบบประมวลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยสามารถประมวลข้อมูลจากทั้งภาพถ่ายดาวเทียม ระยะทาง พื้นที่แนวราบและแนวสูง ภาพถ่ายเมือง และข้อมูลอื่นๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ความผิดปกติจากการก่อสร้างในเขตเมือง ทั้งจากการต่อเติม การบุกรุก ช่วยให้สามารถเตือนการได้ทัน ก่อนที่อาคารที่ผิดกฎหมายจะสร้างไปจนเสร็จ ช่วยเมืองหลวงพระบางพัฒนาได้อย่างเหมาะสม อย่างเป็นระบบ เกิดความยั่งยืน
เมื่อย้อนกลับมาดูกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาเดียวกันแต่มากกว่าหลายเท่า ทั้งเรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ การบุกรุกแม่น้ำลำคลองซ้ำซาก จนเป็นบ่อเกิดของปัญหาน้ำท่วม ทั้งการก่อสร้างที่ผิดกฎหมายทั้งอาคาร ป้าย รวมทั้งการต่อเติมที่เป็นอันตราย ที่มีอยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน ยังจำได้เมื่อครั้งผมเป็นนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือ วสท. ที่ต้องนำทีมออกช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ไฟไหม้ ตึกถล่ม ป้ายล้มอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งกรณีอาคารสูงขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างเสร็จ เปิดใช้งานไปแล้ว แต่พบว่าขัดกับกฎหมาย เพราะถนนด้านหน้ามีขนาดกว้างไม่พอ แต่กลับได้รับการอนุญาตจากเขต จนกลายเป็นข้อพิพาท
ปัญหาเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยการใช้ระบบ GIS เช่นเดียวกับที่ใช้ได้ผลกับหลวงพระบาง ถึงแม้จะมีความซับซ้อนมากกว่าหลายเท่า เพราะปัจจุบันระบบประมวลผลด้วยอัลกอรึทึมแบบเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ กับเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า หรือการประมวลข้อมูลขนาดใหญ่ ผนวกความก้าวหน้าของดาวเทียม และโดรน (Drone) หรืออากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก จะสามารถเก็บรายละเอียดของพื้นที่ได้ทุกตารางนิ้ว
ดังนั้น ในกรณีที่เกิดการรุกล้ำ หรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนทันที และในกรณีที่อาคารได้รับอนุญาตไม่ถูกต้อง ก็จะถูกระบุได้ด้วยการเปรียบเทียบภาพพื้นที่จริงกับฐานข้อมูลการขออนุญาต หรือแม้กระทั่งรถที่จอดอย่างผิดกฎหมายตามเส้นทางต่างๆ ที่เคยถูกละเลยก็จะถูกปรับเมื่อต่อทะเบียน ระบบนี้ยังสามารถวิเคราะห์และระบุตำแหน่งของวัตถุเป็นล้านชิ้นพร้อมกันได้ง่ายดาย ช่วยในเรื่องความปลอดภัยของเมืองได้ด้วยระบบอัตโนมัตินี้
การบริหารกรุงเทพฯ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ตรวจสอบจำนวนมาก และช่วยให้ไม่เกิดการทับซ้อนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ นี่คือข้อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันใช้ในการจัดการเมืองได้ดีกว่าการใช้กฎหมายที่มีข้อจำกัด ทั้งเรื่องผู้บังคับใช้และเรื่องความรู้ หลวงพระบางจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการใช้เทคโนโลยียุคดิจิทัล ยุคปัญญาประดิษฐ์ ในการแก้ปัญหากรุงเทพฯ ได้อย่างดีที่สุด n







