
สวทช.แย้ม 5 งานวิจัย ขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0
ยุคประเทศไทย 4.0 ต้องยอมรับกันว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.)
โดย อาทิตย์ ลมูลปลั่ง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ยุคประเทศไทย 4.0 ต้องยอมรับกันว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างมาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยยุค 4.0 ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว 20 ปีข้างหน้า โดยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม คือกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรได้
ล่าสุด ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหาร สวทช. แถลงผลงาน สวทช. ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits หรือ “นวัตกรรมเหนือคาดหมาย พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย 4.0” ซึ่งเป็นการแถลงผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรมขององค์กรวิจัยระดับประเทศครั้งยิ่งใหญ่ในรอบปี
พร้อมกับกำหนดประเด็นวิจัยมุ่งเน้น 5 เรื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม ให้เป็นที่ประจักษ์ 5 ด้าน ได้แก่ 1.อาหารเพื่ออนาคต 2.ระบบขนส่งสมัยใหม่ 3.การสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนไทย 4.เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และ 5.นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน
โดย สวทช.ได้สร้างกลไกเทคโนโลยีฐานแบบบูรณาการ (Integrated Technology Platform) ที่เกิดจากการควบรวมเทคโนโลยีหลากหลายสาขา มี 3 แพลตฟอร์ม (Platform) ได้แก่ 1.Sensors เป็นการนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านเซ็นเซอร์ (Sensors) ของ 4 ศูนย์แห่งชาติของ สวทช. มาทำงานวิจัยร่วมกัน ตอบโจทย์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ สิ่งแวดล้อม 2.High-performance computing & data analytics (HPC & DA) เทคโนโลยีที่นำข้อมูลการเก็บรวบรวม เช่น ข้อมูลทางชีวภาพ ข้อมูลเสียงและภาพ ฯลฯ แทนการใช้มนุษย์วิเคราะห์ และ 3.Bio-based materials สวทช.นำเอาองค์ความรู้ในเทคโนโลยีฐานชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ในการควบคุมการทำงานของสิ่งมีชีวิตได้อย่างจำเพาะและมีประสิทธิภาพ ไปขยายขนาดการผลิตสารที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อนำทั้ง 3 แพลตฟอร์มไปสู่การใช้ประโยชน์โดยต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญของ 4 ศูนย์แห่งชาติของ สวทช. ทั้งด้านไบโอเทคโนโลยี ดิจิทัลเทคโนโลยี เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี
สำหรับงานวิจัยมุ่งเน้น นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืนและด้านอาหารเพื่ออนาคต สวทช.โฟกัสที่จะตอบโจทย์สังคมและภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยมีแผนงานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน
“พืชมุ่งเป้า” สวทช.โดยศูนย์ไบโอเทค มุ่งเน้นเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น โดยใช้ฐานข้อมูลด้านเชื้อพันธุกรรมพืช (Germplasm) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างและปรับปรุงพืชสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งต้องมีฐานข้อมูลของพืชที่หลากหลายมิติเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ เช่น การประเมินเพื่อให้ทราบลักษณะดีเด่นในแต่ละพันธุ์ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้เพิ่มผลผลิตได้ และการปรับตัวได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชต่างๆ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ผลิตและผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี ไบโอเทค สวทช. มีตัวอย่างการปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และสามารถตอบโจทย์ทั้งภาคเกษตร อาทิ ข้าวหอมชลสิทธิ์ ทนน้ำท่วมฉับพลัน อยู่ใต้น้ำได้นาน 2-3 สัปดาห์ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง เป็นตัวเลือกในการลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
พลังแห่งดิจิทัลเพื่อเกษตรสมัยใหม่ สวทช.โดยศูนย์เนคเทค ใช้ดิจิทัลเพื่อพลิกโฉมการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farm ที่เน้นการบริหารจัดการและการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานเกษตรกรรม เนคเทค สวทช. ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรและอาหารที่สามารถใช้ได้จริงเป็นจำนวนมาก เช่น สถานีวัดอากาศ อุปกรณ์สำหรับผลิตภัณฑ์ระบบควบคุมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่องควบคุมวาล์วให้น้ำ เป็นต้น รวมกันเรียกว่า “NECTEC FAARM series ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เนคเทค สวทช. มีความมุ่งหวังที่จะนำข้อมูล (Data) ทางด้านการเกษตรใช้เพื่อวิเคราะห์และประมวล (FAAR AlicE : Analytics Engines) เกิดเป็นเครื่องมือช่วยในการค้นหาพื้นที่ ที่เหมาะสมกับการปลูกพืช ช่วยเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อาหารเพื่ออนาคต
การออกแบบโครงสร้างอาหารเพื่ออนาคต สวทช.โดยเอ็มเทค วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Food Structuring ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างอาหารโดยลงลึกถึงโครงสร้างระดับโมเลกุล เช่น โครงสร้างของแป้ง ไขมัน โปรตีน ฯลฯ เพื่อเข้าใจถึงธรรมชาติของอาหารและวัตถุดิบที่ใช้ สำหรับนำมาออกแบบและควบคุมโครงสร้างภายในของอาหาร เพื่อให้ได้ฟังก์ชั่นและเนื้อสัมผัสตามที่ต้องการ ตัวอย่างนวัตกรรมอาหารที่ใช้เทคโนโลยี Food Structuring ในปัจจุบัน ได้แก่ การพัฒนาอาหารเฉพาะทาง (Specialty Foods) อาทิ อาหารผู้สูงอายุ อาหารปราศจากกลูเตน อาหารไขมันต่ำ อาหารโซเดียมต่ำ ซึ่งในอนาคตเอ็มเทควางแผนร่วมงานกับไบโอเทคและนาโนเทค เพื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาหารในระบบการย่อยอาหารทั้งหมด โดยใช้แบบจำลองการย่อยอาหาร (Simulated Gut Models) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันสร้าง “นวัตกรรมอาหารเฉพาะบุคคล Personalized Nutrition (Diet)” ด้วย
เทคโนโลยีกักเก็บเพื่อเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพร สวทช.โดยศูนย์นาโนเทค ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนพัฒนาพืชสมุนไพรไทยให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชสมุนไพรไทย โดยมุ่งเน้น 4 สมุนไพรหลัก ได้แก่ บัวบก ขมิ้นชัน กระชายดำ และไพล ด้วยการนำเทคโนโลยีการกักเก็บมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพืชสมุนไพรไทย ประยุกต์ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหารคน อาหารสัตว์ เครื่องสำอาง เป็นต้น ซึ่งข้อดีของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ อาทิ สามารถควบคุมการปลดปล่อยสารสำคัญ ลดปริมาณการใช้ และเพิ่มความคงตัวของสารสำคัญ
นอกจากนั้นแล้ว สวทช.ยังถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเกษตรผ่านสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ซึ่งปี 2560 ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร 220 ชุมชน ใน 45 จังหวัด โดยครอบคลุมเทคโนโลยีหลัก 36 เรื่อง เช่น โครงการข้าวอินทรีย์ จ.ยโสธร โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง ขยายผลเทคโนโลยีจำนวน 24 โรงเรือนใน 12 จังหวัด ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนมากขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้ สวทช.และหน่วยงานพันธมิตรพร้อมที่จะขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ โดยใช้ศักยภาพของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวพ้นคำว่า “ประเทศกับดักรายได้ปานกลาง” ไปสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างยั่งยืน







