
ตีแผ่ชะตากรรม ‘ชาวสวนยาง’ สั่งสมสารเคมี-ภัยสุขภาพคุกคาม
ด้วยสภาพอากาศและภูมิประเทศอันเหมาะสม
โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ด้วยสภาพอากาศและภูมิประเทศอันเหมาะสม ทำให้ประเทศไทยยืนอยู่แถวหน้าในฐานะผู้ผลิตและส่งออกยางพารามากที่สุดในโลก อุตสาหกรรมยางพาราได้หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน หรือราวๆ 6 ล้านชีวิต
สถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ซึ่งในเวทีการเสวนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ภายใต้งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ได้หยิบยกประเด็น “สุขภาวะชาวสวนยาง” มาเพื่อแสวงหาทางออกกันอย่างกว้างขวาง
กำราบ พานทอง ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อสุขภาวะ ยืนยันถึงปัญหาสุขภาพที่คุกคามชาวสวนยางว่า ชาวสวนยางในปัจจุบันอายุขัยน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มชาวสวนยางขนาดเล็กหรือคนกรีดยาง เนื่องจากความทรุดโทรมของร่างกาย นั่นเพราะวิถีคนกรีดยางสัมพันธ์กับสารเคมีหลายตัว ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มโค่น ปลูก กรีด ไปจนถึงขั้นการแปรรูปยาง
นอกจากนี้ ยังถูกรุกรานจากการพักผ่อนน้อย จากปัญหาภาวะที่ต้องทุรนทุรายหาเงินมากขึ้น โดยสิ่งที่หนักหนาที่สุดคือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน สุดท้ายต้องหันไปพึ่งพาเงินนอกระบบ และเกิดเป็นวงจรหนี้สิน ซึ่งนับเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่สุด
ขยายภาพให้ชัดขึ้นจาก สุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ที่ระบุว่า คนกรีดยางในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัวสูงถึง 70% โรคที่พบมากที่สุดคือภูมิแพ้ รองลงมาคือเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการใช้สารเคมี
หากลงลึกในรายละเอียดจะพบว่า คนกรีดยาง 1 คน กรีดยางเฉลี่ย 15 ไร่ ดังนั้นในเวลา 1 วัน จะมีการกรีดกว่า 1,200 ครั้ง และจะต้องเดินในสวนยางราวๆ 7 กิโลเมตร นั่นหมายถึงกล้ามเนื้อและสายตาที่ถูกใช้ไปอย่างหนักหน่วง ยังไม่นับการหายใจท่ามกลางอากาศที่มีออกซิเจนต่ำในช่วงเวลากลางคืน และภัยจากสัตว์มีพิษ เช่น งู หรือตะขาบ
นอกจากการดูแลเรื่องสุขภาพในทุกมิติแล้ว ข้อเสนอหนึ่งที่ส่งผ่านเวทีเสวนาก็คือควรปลดแอกข้อจำกัดของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่กำหนดระเบียบว่าการขึ้นทะเบียนต้องใช้เอกสารสิทธิในที่ดิน ส่งผลให้คนที่ไม่มีที่ดินจะไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน แต่กลับถูกบังคับให้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโดยที่ไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะเงินทุน
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมสมการป่ายางอย่างยั่งยืน ด้วยการให้สิทธิในต้นยาง ให้สิทธิในที่ดิน และส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้อื่นร่วมกับต้นยาง และผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมและอุตสาหกรรมผสมผสานต่อไป ทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชาวสวนยางให้ดีขึ้น







