posttoday
ความเข้าใจ เรื่อง Palliative care

ความเข้าใจ เรื่อง Palliative care

24 ธันวาคม 2560

การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) ในผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะการเจ็บป่วยเรื้อรังในปัจจุบัน

โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) ในผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะการเจ็บป่วยเรื้อรังในปัจจุบัน บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ ควรมีความเข้าใจถึงแนวคิดและวิธีการรักษาแบบ Palliative care และนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย

Palliative care คืออะไร?

ผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากจะทุกข์ทรมานจากอาการของโรค ยังมีความเครียดและความกังวลจากอาการเจ็บป่วย มีผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต และมีผล กระทบต่อญาติ ครอบครัวและผู้ที่ให้การดูแลผู้ป่วย

การรักษาที่มุ่งหวังรักษาโรคให้หาย บางครั้งทำให้อาการเจ็บปวดทรมานของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เช่น การให้ยาเคมีบำบัดและบางครั้งการรักษาจะมุ่งเน้นที่การรักษาและเอาชนะโรค มากกว่าจะรักษาผู้ป่วยตามอาการหรือการดูแลความต้องการทางจิตใจให้ผู้ป่วยลดความทุกข์กายและใจ

ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยและญาติลดลงอย่างมาก ดังนั้นนอกจากพยายามให้การรักษาเฉพาะเพื่อให้โรคของผู้ป่วยดีขึ้นหรือหายขาดหรือทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนนานแล้ว การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) ที่มีจุดมุ่งหมายทำให้ผู้ป่วยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้

หลักการการดูแลแบบ Palliative care

Palliative care คือ การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ที่เน้นการรักษาและดูแลผู้ป่วย (คน) มากกว่าการรักษาโรคหรือภาวะแทรกซ้อน ตามนิยามของ Palliative care คือ การรักษาที่มุ่งเน้นให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติดีขึ้น ไม่เน้นการรักษาเพื่อยืดชีวิตของผู้ป่วยแต่ก็ไม่เร่งให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น

แพทย์ที่ดูแลควรใช้การดูแลแบบ Palliative care ควบคู่ไปกับการรักษาเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคที่รักษาไม่หายเสมอและไม่จำเป็นต้องใช้ Palliative care กับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (End of life care) เท่านั้น ควรเริ่มการดูแลแบบ Palliative care ตั้งแต่เนิ่นๆ ร่วมกับการรักษาเฉพาะและค่อยๆ เพิ่มบทบาทและความสำคัญเมื่ออาการผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นและการรักษาแบบเฉพาะเริ่มมีบทบาทน้อยลง

เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะมีการงดใช้การรักษาที่ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วย เช่น การใช้เครื่องช่วยพยุงชีพ การกู้ชีวิต และเน้นการรักษาที่ดูแลรักษาอาการและความต้องการทางจิตใจและความเชื่อของผู้ป่วยและญาติ

1.การประเมินผู้ป่วยแบบองค์รวม แพทย์ต้องเข้าใจความเจ็บป่วยของผู้ป่วยอย่างดี ทั้งการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงการพยากรณ์โรค นอกจากนี้ยังต้องประเมินผู้ป่วยและครอบครัวในด้านอื่นๆ เช่น อาการทางกาย อาการทางจิตใจและความรู้สึกของ ผู้ป่วยและครอบครัว ความสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้ป่วย ความต้องการทางจิตวิญญาณและความเชื่อของผู้ป่วย

2.การสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ (Communication) การสื่อสารระหว่างทีมผู้ให้การดูแลและผู้ป่วยหรือญาติเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย การพยากรณ์โรค ผู้ป่วยกับญาติควรกำหนด เป้าหมายและแนวทางการรักษา แลกเปลี่ยนข้อมูลและปรับเป้าหมายและแนวทางในการรักษาเมื่อมีการดำเนินโรคเปลี่ยนไปจากเดิม

3.การรักษาเพื่อควบคุมอาการผู้ป่วย การควบคุมอาการทางกายผู้ป่วยนับเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการดูแลแบบ Palliative care โดยแพทย์ต้องประเมินถึงอาการทางกายที่ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง อาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง คือ อาการเหนื่อยหอบ อาการไอ อาการเจ็บปวด ซึ่งหลักการสำคัญการรักษาอาการทางกาย คือ การพยายามหาสาเหตุการเกิดอาการทางกายและรักษาเพื่อบรรเทาอาการให้มีอาการน้อยที่สุด

4.การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีกิจกรรมและช่วยเหลือตัวเองได้ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ การทำกายภาพบำบัดหรือการให้ผู้ป่วยออกกำลังจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถช่วยตัวองได้ มีความมั่นใจมากขึ้น และคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นอย่างมาก

5.การดูแลทางจิตใจ ความเชื่อและความต้องการของผู้ป่วย การดูแลเพื่อสนองความต้องการทางจิตใจ จิตวิญญาณและความเชื่อของผู้ป่วย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของชีวิต

การดูแลในเรื่องดังกล่าวจะต้องร่วมมือกันของทีมผู้ดูแลและญาติกับผู้ป่วย โดยจะต้องพิจารณาผู้ป่วยแต่ละรายตามความ เหมาะสมและตามความเป็นไปได้ของการรักษา เช่น ให้ผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาลสามารถเข้าถึงการประกอบกิจกรรมทางศาสนา การเปิดโอกาสให้ญาติได้มีส่วนดูแลตามที่ต้องการ พยายามช่วยให้มีโอกาสทำสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจและยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ

6.การวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว การวางเป้าหมายร่วมกัน จะสามารถทำให้แพทย์เลือกการรักษาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วย และหยุดการรักษาที่ไม่จำเป็นและอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยได้

การรักษาแบบ Palliative care จะมีความสำคัญมาก โดยเฉาะสังคมไทยที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จะมีผู้ป่วยที่มีภาวะโรคเรื้อรังมากขึ้น จะมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบ Palliative care ขึ้น จึงจำเป็นที่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ครอบคร้ว ควรต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้

และระบบสาธารณสุขต้องมีระบบการให้บริการ Palliative care กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูอย่างทั่วถึงกัน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน