
ราคาของอุบัติเหตุ
กลายเป็นธรรมเนียมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย แต่ทุกครั้งที่ถึงช่วงวันหยุดยาว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ของทุกปี
โดย ธเนศน์ นุ่นมัน
กลายเป็นธรรมเนียมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย แต่ทุกครั้งที่ถึงช่วงวันหยุดยาว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ของทุกปี เราก็ต้องได้ยินมาตรการเฝ้าเจ็ดวันอันตราย แล้วก็ตามมาด้วยการรายงานข่าวยอดผู้เสียชีวิตจากสื่อต่างๆ
คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ก็มักจะเป็นเหตุผลที่เราได้ยินกันอยู่ทุกปี อย่างช่วงเทศกาล คนที่เดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ เดินทางกลับภูมิลำเนากันมาก ก็ย่อมเป็นสาเหตุและโอกาสให้อุบัติเหตุมากขึ้นตามไปด้วยเป็นธรรมดา และด้วยปริมาณรถที่หนาแน่นในช่วงขาออกจากเมืองหลวงในทุกเส้นทาง เมื่อพ้นจุดที่การจราจรแออัดออกไปได้ คนขับหลายคนพกทั้งความหงุดหงิด และความอ่อนเพลียออกไปด้วย ใจหนึ่งก็อยากกลับถึงภูมิลำเนาให้เร็วที่สุด
หลายคนเมื่อได้เห็นถนนโล่งๆ ก็อัดความเร็วอย่างเต็มที่ จึงได้รับรายงานว่า อุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตที่เกิดในช่วงเทศกาลนั้น ส่วนใหญ่ เกิดขึ้นบนถนนสายรองหรือถนนโล่งๆ เมื่อประกอบกับมีกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลไม่เพียงพอทั่วถึงเพราะต้องไปดูแลในจุดสำคัญๆ ในเส้นทางหลักกันหมด ข้อปฏิบัติเรื่องไม่ใช้ความเร็วสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดก็เหลือที่พึ่งเดียว นั่นคือจิต “สำนึก”
อุบัติเหตุนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความสูญเสียในทุกระดับ ในระดับปัจเจกบุคคลนั้นครอบคลุมตั้งแต่เกิดความสูญเสียต่อทรัพย์สิน นอกจากจะต้องเสียทรัพย์สิน คือ รถของตัวเองแล้ว คราวเคราะห์ที่ประสบในกรณีที่รถของเราไปทำลายสาธารณสมบัติก็ต้องมีเรื่องฟ้องร้องถูกเรียกค่าเสียหายตามมาอีก ต้นไม้ริมทางที่เสียหาย ถูกคิดความเสียหายตามขนาด หากเป็นเสาไฟฟ้าก็อาจจะต้องเสียค่าชดเชยหลายแสนบาท มีรายงานว่า ผู้ประสบอุบัติเหตุบางราย ต้องจ่ายค่าชดเชยนับ 20 ล้านบาท เพราะชนเสาไฟฟ้าเสียหายหลายต้น และอย่าลืมว่าเสาแต่ละต้นของถนนหลายสาย โดยเฉพาะในเขตเมือง ไม่ได้มีแค่เพียงสายไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมีสาย Fiber Optic ของหน่วยงานและบริษัทต่างๆ ซึ่งได้รับความเสียหายไปด้วย
ขณะที่ความเสียหายต่อร่างกายนั้นนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายโดยตรงแล้ว บางรายยังกระทบไปถึงจิตใจที่ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกระยะหนึ่ง
นอกจากความเสียหายในระดับปัจเจกแล้วอุบัติเหตุยังส่งผลต่อระดับมหภาคที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่อีกด้วย
กรมทางหลวงเคยจัดทำรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายของอุบัติเหตุในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โดยระบุว่า ผลการศึกษาระบุว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อปีมีมูลค่าโดยเฉลี่ย 2.3 แสนล้านบาท หรือ 2.8% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ที่มีการเดินทางคึกคักมากที่สุด การเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของช่วงเวลาปกติมีตัวเลขผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 1,000 คน รายงานอุบัติเหตุบนทางหลวงช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2558 มีจำนวน 1,214 ครั้ง เพิ่มขึ้น 13.14% มีผู้เสียชีวิต 232 คน เพิ่มขึ้น 9.95% และผู้บาดเจ็บ 1,319 คน ลดลง 13.39% มูลค่าความเสียหาย 35,866,723 บาท เพิ่มขึ้น 35.92% จาก ปี 2557 มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 3.8 ล้านล้านบาท
กรมการขนส่งทางบก ก็เคยรายงานข้อมูลอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 25 คน หรือชั่วโมงละ 1 คน มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจตรงกับกรมทางหลวง คือ 2.3 แสนล้านบาท/ปี
ในขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวบรวมข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2558 เกิดขึ้น 3,373 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2557 เป็น 12.73% จำนวนมีผู้เสียชีวิต 364 คน เพิ่มขึ้น 11.66% และมีผู้บาดเจ็บ 3,559 คน เพิ่มขึ้น 10.36% ด้านสถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน (29 ธ.ค.2558-4 ม.ค.2559) เกิดอุบัติเหตุรวม 3,379 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 380 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,505 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา 24.03% ขับรถเร็วเกินกำหนด 17.28%นอกจากนั้น ยังมีการระบุด้วยว่า กลุ่มประชากรที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากที่สุด คือ กลุ่มเพศชาย ที่มีอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ หรือถือเป็นวัยแรงงานนั่นเอง นอกจากนี้สถิติที่ผ่านมาพบว่า 1 ใน 3 ของผู้พิการหรือเสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว ความเสียหายทางเศรษฐกิจจึงมีมูลค่ามหาศาล
แม้แต่ละปี ใกล้เทศกาลวันหยุดยาวของทุกปี จะมีการทุ่มเทสรรพกำลังในการรณรงค์ให้ระมัดระวังป้องกันอุบัติเหตุอย่างหนัก แต่ผลลัพธ์กลับทุบสถิติทะลุเป้าปีเก่าในทุกครั้ง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงน่าจะเปลี่ยนแผนรณรงค์แค่เพียงช่วงใกล้เทศกาลเป็นสร้างจิตสำนึกต่อเนื่องตลอดทั้งปี







