
เตือนรัฐอย่าตื่นแก้ภาษีบุหรี่
นักวิชาการเตือนสรุปผลโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่เร็วเกินไป อาจสร้างปัญหาใหม่ๆ มากขึ้น มองตลาดยังใช้เวลา 3-4 เดือนเพื่อปรับตัว
นักวิชาการเตือนสรุปผลโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่เร็วเกินไป อาจสร้างปัญหาใหม่ๆ มากขึ้น มองตลาดยังใช้เวลา 3-4 เดือนเพื่อปรับตัว
นายอรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลของโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ภายหลังจากที่มีรายงานว่ากรมสรรพสามิตจะหาทางออกประเด็นปัญหาภาษีบุหรี่ที่โรงงานยาสูบร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพราะหากรีบร้อนแก้ไขระบบภาษีอาจสร้างปัญหาใหม่ๆ และทำให้การปฏิรูปล่าช้าออกไปอีก เนื่องจากปกติเมื่อมีการขึ้นภาษีแต่ละครั้ง ตลาดต้องใช้เวลา 3-4 เดือนในการปรับตัวอยู่แล้ว
ส่วนการขึ้นภาษีเมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงมีการเร่งชำระภาษีไว้ก่อนการประกาศอัตราภาษีใหม่ จึงยิ่งทำให้สภาพตลาดหลังวันที่ 16 ก.ย. มีความผันผวนมากกว่าปกติ และต้องใช้เวลามากขึ้นก่อนที่ตลาดจะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ ดังนั้นการที่รัฐจะสรุปหาทางแก้ปัญหาเรื่องภาษีบุหรี่ภายสิ้นปีนี้จึงถือว่าเร็วเกินไป ควรรอดูสถานการณ์ต่ออีกสักระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ถึงตัวเลขการจัดเก็บภาษียาสูบของกรมสรรพสามิตหลังประกาศใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ว่า การที่ยอดภาษียาสูบที่เก็บได้ในเดือน ต.ค. 2560 ลดฮวบเหลือเพียงกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 56% และต่ำกว่าเป้าไปถึง 48% นั้น เป็นเพราะการเร่งชำระภาษีของผู้ประกอบการตั้งแต่เดือน ส.ค. 2560 แต่ในเดือน พ.ย. 2560 จะเห็นได้ว่ายอดจัดเก็บภาษียาสูบกระเตื้องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เก็บได้ถึง 5,700 ล้านบาท เกินเป้าถึง 44% เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังค่อยๆ กลับตัวเข้าสู่เสถียรภาพแล้ว
"โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ทำให้ราคาบุหรี่ปรับขึ้น 20-50% จึงเป็นธรรมดาที่จะทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งลดหรือเลิก สูบบุหรี่ไปเลย บางส่วนหันไปสูบยาเส้นที่มีราคาถูกกว่ามาก ขณะที่บางส่วนก็หันไปซื้อบุหรี่หนีภาษีที่ทะลักเข้ามาตามชายแดนกันมากขึ้น เชื่อว่าเมื่อตลาดเริ่มปรับตัวได้แล้ว ยอดรายได้ภาษีน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นด้วยระบบภาษีแบบผสมที่เก็บภาษี ทั้งตามปริมาณและตามมูลค่า" นาย อรรถกฤต กล่าว
นายอรรถกฤต กล่าวว่า โครงสร้างภาษีที่ดีต้องยึดหลักความเป็นธรรม ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกัน แข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและแข่งขันได้ ภายใต้กฎกติกาการค้าโลก และช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับระบบภาษีของไทยได้อย่างแท้จริง







