
ทียูสู่ความยั่งยืน ชูนวัตกรรมนำธุรกิจ
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 41 แล้วสำหรับไทยยูเนี่ยน กุญแจแห่งความสำเร็จของ "ธีรพงศ์จันศิริ"
โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 41 แล้วสำหรับไทยยูเนี่ยน กุญแจแห่งความสำเร็จของ "ธีรพงศ์จันศิริ" ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจอาหารนับตั้งแต่ปี 2538 สิ่งที่มุ่งมั่นและสร้างความยั่งยืนก็คือใช้นวัตกรรม ภายใต้สุภาษิตที่ย้ำเตือนอยู่เสมอว่า "เราไม่ได้รับโลกนี้เป็นมรดกจากบรรพบุรุษ แต่เราได้ยืมโลกนี้จากลูกหลานของเรา"
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ ทียู ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง เปิดเผยในฐานะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารจากทั่วโลกว่า การทำธุรกิจในหลากหลายประเทศความท้าทาย คือ การผันผวนของเศรษฐกิจ เช่น การแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลกระทบต่อค่าเงินที่ลดลง กลยุทธ์ที่สำคัญของไทย ยูเนี่ยน คือการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อให้ธุรกิจสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี โจทย์การสร้างการเติบโตของไทยยูเนี่ยนต้องเปลี่ยนใหม่ ที่ผ่านมาการเติบโตของธุรกิจมาจากการเข้าซื้อกิจการถึง 50% และอีก 50% มาจากการเติบโตโดยธรรมชาติ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาธุรกิจไม่เติบโต บริษัทจึงขับเคลื่อนธุรกิจอาหารให้หลุดพ้นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หรือหมายถึงสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ผลิตก็ตาม และย่างก้าวต่อไป คือ การใช้นวัตกรรมนำเพื่อสร้างอนาคตให้กับธุรกิจ
ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 บริษัทได้ลงทุน 900 ล้านบาท สร้างศูนย์นวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ โดยเบื้องต้นได้จดลิขสิทธิ์ทูน่าสไลซ์ ซึ่งให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสปลาทูน่าที่สดจากธรรมชาติในรูปแบบใหม่ที่สะดวกกว่า นอกจากนี้ทางศูนย์นวัตกรรมยังเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไส้กรอกให้มีรสชาติและโภชนาการมากขึ้น โดยมีไขมันเพียง 1% สินค้าทั้งสองชนิดทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% รองรับกับเทรนด์ของสุขภาพที่ยังมาแรงต่อเนื่องทั่วโลก
ธีรพงศ์ กล่าวว่า การทำงานหนักที่ไม่หยุดหย่อนและความตั้งใจจริง ไทยยูเนี่ยนต้องการมอบอาหารทะเลที่มีคุณภาพและอุดมไปด้วยโปรตีน รวมทั้งความมุ่งมั่นในเรื่องของความยั่งยืนและนวัตกรรม
นอกจากนี้ การทำธุรกิจอาหารในยุคนี้ต้องรู้ที่มาของแหล่งวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ค้าทุกช่องทางรวมไปถึงผู้บริโภคด้วย เมื่อไทยยูเนี่ยนเข้าสู่ปีที่ 41 บริษัทจะใช้ความเป็นผู้นำความแข็งแกร่งเดินหน้าแก้ปัญหาพร้อมกับเผชิญสิ่งท้าทายในอนาคต
"สิ่งที่เราไม่รู้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก อย่างเช่น พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยบริษัทได้ซื้อกิจการภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก 'เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด' ที่มีอยู่ทั่วมุมโลกราว 700 สาขา เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการกินอาหาร และผลิตอาหารออกมาให้สอดคล้องกับความต้องการแต่ละทวีป เพราะแน่นอนว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงด้วยวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ" ธีรพงศ์ กล่าว
ดังนั้น สิ่งที่เราไม่รู้เราต้องศึกษา เพื่อทำให้ได้รู้ การเข้าไปทำตลาดในจีนของไทยยูเนี่ยน นำอาหารไปจำหน่ายกับอาลีบาบา เพื่อศึกษาวิธีการทำช่องทางการขายอาหารทะเลผ่านทางออนไลน์ แน่นอนว่าจะกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในอนาคตที่สำคัญ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการเรียนรู้เพื่อขยายการทำธุรกิจผ่านทางออนไลน์ไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งขณะนี้สัดส่วนรายได้ในจีนและอเมริกาในช่องทางออนไลน์มีราว 15%
นอกจากให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ช่องทางการขายใหม่ๆ แล้ว นโยบายของบริษัทยังมุ่งเดินหน้าสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและคืนให้กับธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด "SeaChange" โดยดำเนินการครอบคลุมทุกส่วนของธุรกิจอาหารทะเล ตั้งแต่การดูแลมหาสมุทรไปจนถึงการกำจัดขยะ แรงงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้เป็นไปตามพันธกิจของไทยยูเนี่ยน ที่วางเป้าหมายเดินหน้าการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับผู้คนและสังคมที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ ด้วยการมอบอาหารที่ดีมีคุณภาพให้กับผู้คนทั่วโลก







