
วิริยะชี้ปี’54ประกันเล็กอยู่ยาก
โพสต์ทูเดย์
— วิริยะฯ หวั่นบริษัทประกันขนาดเล็กอยู่ยาก หลัง คปภ. ปรับฐานเบี้ยรถใหม่ปี 2554นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะมีการปรับฐานเบี้ยรถครั้งใหม่ จะทำให้เบี้ยประกันรถของบริษัท วิริยะฯ ลดลง และบริษัทประกันภัยรายใหญ่อื่นๆ จะปรับลดลงด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทขนาดเล็กแข่งขันยากขึ้น
“
สิ่งที่น่ากังวล คือ บริษัทเล็กจะดึงเบี้ยลงไปอีก จากเดิมที่ราคาเบี้ยเขาต่ำอยู่แล้ว แล้วเขาจะอยู่ได้มั้ย” นายกฤตวิทย์ กล่าวนายกฤตวิทย์ กล่าวว่า ทาง คปภ.ไม่ควรจะปรับฐานเบี้ยประกันรถครั้งใหม่ แต่ควรจะกำหนดเพดานขั้นต่ำเอาไว้ แล้วให้แต่ละบริษัทกำหนดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน จะทำให้บริษัทมีความมั่นคง เพราะ คปภ.ต้องดูแลทั้งลูกค้า และดูแลบริษัทประกันภัยด้วย
“
ถ้ารายใหญ่ปรับราคาลง รายเล็กก็ต้องลดราคาลงด้วย ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ สิ่งที่ตามมา คือ เขามีเงินพอเพียงที่จะจ่ายสินไหมให้ลูกค้าไหม” นายกฤตวิทย์ กล่าวนายกฤตวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาลูกค้าไม่เคยมีการร้องเรียนว่าเบี้ยประกันรถแพง มีแต่ร้องเรียนว่าจ่ายสินไหมล่าช้า ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพคล่องไม่เพียงพอ คปภ.จึงควรจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2554 บริษัทขนาดเล็กจะต้องเผชิญกับการดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง (RBC) ที่เป็นภาระหนัก เพราะอาจเตรียมตัวมาไม่ดีพอ เช่น การลงทุนในหุ้นจากเดิมไม่ต้องตั้งสำรอง แต่ต่อไปต้องตั้งสำรองไว้ 16% ของเงินที่ลงทุน ยิ่งลงทุนกระจุกตัวมาก ยิ่งต้องตั้งสำรองสูง
แหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปัญหาคือบริษัทประกันภัยที่ต้องการสภาพคล่องจะทำให้แข่งขันอย่างไร้สติ โดยไม่คำนึงว่าเบี้ยที่รับเข้ามานั้นไม่เพียงพอรองรับความเสี่ยง
ทั้งนี้ โดยเฉพาะบริษัทประกันภัยที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน ส่วนใหญ่อัตราส่วนในการที่จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกันภัยที่รับเข้ามา หรือ Loss Ratio จะอยู่ประมาณ 60% ค่านายหน้าประมาณ 20% ค่าใช้จ่ายในการออกกรมธรรม์และดำเนินงานของบริษัท 10% ทำให้ยังมีกำไรประมาณปีละ 10%
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ขาดการบริหารที่ดี และบริษัทขนาดเล็กจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายนายหน้าและค่าดำเนินงานสูง เพราะเกิดจากการคิดเบี้ยต่ำ ทำให้ขาดสภาพคล่องในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน







