posttoday
จับตาความท้าทาย เทรนด์ธุรกิจออนไลน์ปี’61

จับตาความท้าทาย เทรนด์ธุรกิจออนไลน์ปี’61

13 ธันวาคม 2560

เรื่อง | สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร GEMBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในยุค 4.0 นี้ มักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า "การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว"

เรื่อง | สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร GEMBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในยุค 4.0 นี้ มักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า "การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว"

จะเห็นได้ว่า ในช่วง 1-2 ปีมานี้ ประเทศไทยเกิดพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขึ้นมากมายตามอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟน โซเชียลมีเดีย และอินเทอร์เน็ต ทำให้ตลาดขายสินค้าออนไลน์ในไทยกลายเป็น Red Ocean มีการแข่งขันกันสูงมาก ทุกคนต่างทำเพจขายสินค้ากันแข่งขันกันหายอดไลค์ยอดแชร์ ด้วยวิธีการเหมือนๆ กันหมด คือ การทำคอนเทนต์คุณภาพดีๆ ไม่ก็อัดงบซื้อโฆษณาออนไลน์เยอะๆ เพราะคิดว่าหากช่องทางสื่อสารที่มีสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวน มากๆ จะเป็นทางรอดของธุรกิจ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจในยุค 4.0 ที่ภาครัฐพยายามจะผลักดัน ยังคงมีหนทางอีกยาวไกล เพราะคำว่าธุรกิจในยุค 4.0 ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจ เป็นเพียงเรื่องของการใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ เป็น Market Place เพื่อขายของและเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แนวคิดสำหรับธุรกิจในอนาคตจริงๆ ยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจน มากนัก

หากจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดให้เห็นถึงแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจในยุค 4.0 จะต้องเปรียบเทียบกับ ประเทศอื่นๆ ที่มีรูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับโลกอนาคตที่เป็นดิจิทัลและมีความเป็นโกลบอลไลเซชั่นได้ไปพร้อมๆ กัน อาทิ จีนมีอาลี บาบาที่โดดเด่นในเรื่องช่องทางค้าปลีกออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กในประเทศมาใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ธุรกิจเติบโตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งระบบเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก

ญี่ปุ่นมีบิตคอยน์ที่เป็นหน่วยสกุลเงินในโลกดิจิทัล อยู่ภายใต้การดูแลของระบบเน็ตเวิร์กคอมพิวเตอร์ ไม่มีการควบคุมด้วยแบงก์ชาติหรือธนาคาร ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกที่ยอมรับหน่วยสกุลเงินนี้สามารถใช้สกุลเงินเดียวกันเพื่อทำการค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดทางธุรกรรมที่ยุ่งยาก

หรือแม้กระทั่งอินเดียที่สามารถผลิตบุคลากรอัจฉริยะทางด้านไอทีกระจายตัวทำงานอยู่ใน "ซิลิคอน วัลเลย์" แหล่งรวมบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลกมากที่สุดในโลก โดยบริษัทอินเดีย 7 แห่ง ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 15 บริษัทรับจ้างทางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ทำให้มีการประมาณว่าอินเดียจะมีรายได้จากธุรกิจไอทีได้สูงถึง 2.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2020 ในขณะที่ประเทศไทยในสายตานักธุรกิจต่างชาติ คือ กลุ่มลูกค้าที่เป็นขุมทรัพย์ มีกำลังซื้อ และเข้าถึงง่ายผ่านแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะช่องทาง เฟซบุ๊กที่ไทยติดอันดับ 8 ประเทศที่ใช้งานเฟซบุ๊กสูงสุด หรือ 47 ล้านคน

ทุกคนรู้จัก คุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์จนทำให้ในปีที่ผ่านมาเม็ดเงินในตลาดค้าปลีกออนไลน์สูงถึง 1 แสนล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2015 แต่ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวไม่ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทยดีขึ้นเท่าไหร่นัก เพราะรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีเข้าประเทศได้เต็มที่ และไม่สามารถตรวจสอบอัตราการไหลของเงินในระบบออนไลน์ได้เหมือนระบบดั้งเดิม

ฉะนั้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับประเทศไทยตอนนี้คือ การสร้างแพลต ฟอร์มต่างๆ เป็นของตัวเองและต้องตอบโจทย์ความต้องการ สามารถแก้ไขปัญหาใกล้ตัวที่ถูกมองข้ามออกมาให้ได้ แล้วนำเสนอออกมาในรูปของโซลูชั่นในแต่ละแพลตฟอร์ม

แนวทางดังกล่าวจะแตกต่างจากความท้าทายของการทำธุรกิจในอดีต ที่ธุรกิจจำเป็นต้องมี Product ต้องสร้าง Brand สร้าง Story ให้สินค้าเกิดความแตกต่าง มีคุณค่า เพื่อสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการนั้นๆ ซึ่งหากประเทศไทยต้องการที่จะนำพาประเทศไปแข่งขันได้ในระดับนานาชาตินั้น จำเป็นต้องอาศัยภาครัฐที่เป็น Digital Government เพื่อสนับสนุนรูปแบบการทำธุรกิจในอนาคต ทั้งในเรื่องกฎหมาย ภาษี ระเบียบขั้นตอนต่างๆ ต้องถูกสร้างมาโดยความเข้าใจถึงดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการสร้างบิ๊กดาต้าที่เป็นระบบ ให้สามารถเชื่อมโยงกันได้ ทั้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ภาครัฐกับธุรกิจ และธุรกิจกับธุรกิจ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการให้เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ดี หากภาครัฐและผู้ประ กอบการไทยยังไม่สามารถหลุดจากแนวคิดเดิมได้ ก็เป็นเหมือนการนับถอยหลังรอวันถูกเทคโนโลยีดิสรัปชั่นตามหลายธุรกิจที่ถูกทำลายลง การที่องค์กรมีขนาดใหญ่ ทำธุรกิจมานานหลายสิบปีไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจอีกต่อไป

หัวใจสำคัญของความสำเร็จของธุรกิจในอนาคต คือ ต้องง่ายและแก้ไขปัญหาที่เป็น Pain Point ของลูกค้าได้จริง ผู้ประกอบการต้องพยายามเรียนรู้และปรับแนวคิดให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น มองทุกอย่างเป็นโกลบอล ไลเซชั่น เรียนรู้ผู้บริโภคระดับโลก ศึกษาธุรกิจนานาชาติ จากบริษัทชั้นนำในระดับโลก เพื่อหาแนวคิด มองเห็นถึงอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบเจาะลึก จึงจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ และตอบโจทย์ความต้องการในโลกอนาคตได้ n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI