posttoday
มุมมองนักวิชาการ ทรานส์ฟอร์มปีระกา

มุมมองนักวิชาการ ทรานส์ฟอร์มปีระกา

13 ธันวาคม 2560

เรื่อง | รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย ปีหน้าเทคโนโลยียังเป็นตัวแปรที่ทวีความสำคัญมากขึ้นต่อการทำธุรกิจ องค์กรต่างๆ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ การใช้บิ๊กดาต้า หรือกระทั่งการก้าวสู่ยุคแมชีนเลิร์นนิ่ง

เรื่อง | รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ปีหน้าเทคโนโลยียังเป็นตัวแปรที่ทวีความสำคัญมากขึ้นต่อการทำธุรกิจ องค์กรต่างๆ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ การใช้บิ๊กดาต้า หรือกระทั่งการก้าวสู่ยุคแมชีนเลิร์นนิ่ง

พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ยังมีเทรนด์ธุรกิจโลกที่จะส่งผลต่อธุรกิจไทยในปีหน้า ก็คือ เทคโนโลยี จะเห็นการเชื่อมโยงและผสมผสานกันมากขึ้นของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things : IoT) การใช้บิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ (Big Data and Analytics) และโลกของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) อย่างเช่นการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าผ่านปัญญาประดิษฐ์ จากเดิมที่ใช้บริการเป็นตัวกำหนดบทบาท

นอกจากนี้ ให้จับตาดูบล็อกเชนที่จะเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น นอกเหนือจากภาคการเงิน ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการช็อปปิ้งได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมเกาะติดกับการเชื่อมโยงออนไลน์ ไปจนถึงท้ายกลยุทธ์ 020 (Online to offline) เทรนด์ที่พลิกผันจากออนไลน์ ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่บริโภคออนไลน์ได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกับโลกของออฟ ไลน์ อย่างที่อเมซอนกับอาลีบาบานำมาใช้ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ธุรกิจที่มีเทรนด์เติบโต คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งหลาย ส่วนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่นนั้น การอยู่รอดและเติบโตได้จะขึ้นอยู่กับการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลง กระบวนการภายในและทักษะของผู้บริหาร ยิ่งปรับตัวได้เร็ว ก็ยิ่งได้เปรียบ

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดิมไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะนักธุรกิจจะรู้จักชั้นเชิงกัน แต่ควรจะระวัง non-competitor ที่มาจากภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นสตาร์ทอัพที่ตัดสินใจเข้ามาในธุรกิจ

อัษฎาพร ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาสถิติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในปีนี้องค์กรหลายแห่งต่างให้ความสำคัญกับดาต้าหรือการเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาขององค์กรรวมทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ การเปลี่ยนดาต้าที่มีอยู่ให้เป็น สมาร์ทดาต้า หรือการประมวลผลข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทางธุรกิจได้ โดยปัจจุบันยังขาดบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางดังกล่าว

"การทรานส์ฟอร์มองค์กร ต้องดูว่าบุคลากรมีทักษะแบบไหน สอดคล้องกับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ และให้โอกาสคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงหรือเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หากบุคลากรที่วิเคราะห์ดาต้าไปสู่สมาร์ทดาต้ายาก ดังนั้นองค์กรจะต้องประกอบด้วยบุคคลเหล่านี้ หัวหน้าไอที นักสถิติ และนักวิเคราะห์ที่สามารถแปลงข้อมูลจำนวนมากและนำมาใช้งาน" อัษฎาพร กล่าว

อนุภาพ สมบูรณ์สวัสดี อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การทำสมาร์ทดาต้า คีย์หลักๆ คือ ผู้ทำต้องตั้งคำถามในสิ่งที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่องค์กรจะมีดาต้าครบถ้วนแล้ว หลายหน่วยงานมีความพร้อม แต่อาจขาดคน และองค์กรที่จะมีธุรกิจยั่งยืนได้นั้นต้องสร้างคนในแผนกดังกล่าวให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่องค์กรจ้างบริษัทอื่นมาทำสมาร์ทดาต้า สุดท้ายข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ภายในองค์กร

เทรนด์ไอทีที่เกิดขึ้นทั่วโลก และ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรไทยต่างโฟกัสเทคนิคอลต่างๆ ให้ความสำคัญกับการลงทุน เป็นจำนวนมาก โดยมองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ แต่ไม่ได้สนใจว่าจะนำไปใช้อย่างไร หรือมีประโยชน์ต่อธุรกิจ สุดท้ายก็เหมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็ เป็นได้ n

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา