
อียูฟื้นสัมพันธ์ไทย มุ่งการค้าเหนือการเมือง
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ว่าจะทยอยปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย และกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองกับไทยในทุกระดับ หลังจากตัดความสัมพันธ์ไปนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2014 ซึ่งนับเป็นข่าวใหญ่ว่า เหตุใดกลุ่มอียูที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคร่งครัดในเรื่องหลักการและคุณค่าพื้นฐานของตนเอง จึงยอมปรับท่าทีทั้งที่ยังไม่มีการเลือกตั้งจริงเกิดขึ้น
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ว่าจะทยอยปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย และกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองกับไทยในทุกระดับ หลังจากตัดความสัมพันธ์ไปนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2014 ซึ่งนับเป็นข่าวใหญ่ว่า เหตุใดกลุ่มอียูที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคร่งครัดในเรื่องหลักการและคุณค่าพื้นฐานของตนเอง จึงยอมปรับท่าทีทั้งที่ยังไม่มีการเลือกตั้งจริงเกิดขึ้น
ไนเจล กูลด์-เดวีส์ อาจารย์ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการแลกเปลี่ยนองค์กรคลังสมอง ชาแธม เฮาส์ จากสหราชอาณาจักร เปิดเผยกับนิตยสาร นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ ส่งสัญญาณถึงไทยเท่านั้น แต่ยังส่ง ไปถึงรัฐบาลอื่นๆ ในอาเซียนด้วยว่า อียูอาจปรับเปลี่ยนการใช้หลักการ ด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ไปแล้ว
จากนี้ไป อียูอาจหันความสนใจมุ่งไปยังผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น เช่น การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่จีนและรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เข้าหาประเทศอื่นแบบบุกทะลวงเชิงรุกมากขึ้น
พัฒนาการสำคัญของไทยที่ทำให้ อียูเปลี่ยนใจอาจมาจาก 2 เรื่องหลัก คือ การที่ไทยยกเลิกการตัดสินคดีพลเรือนในศาลทหารตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2016 และการเตรียมจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2018 ซึ่งแม้ว่าเหตุผลดังกล่าวจะบ่งชี้ถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ฟื้นตัวขึ้น แต่ก็ยังถือว่าผิดไปจากหลักการของอียูที่เคยมีมา
เดวีส์ ระบุว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ปัจจัยด้านการค้า 2 ข้อหลัก
ปัจจัยแรกคือ บรรดาชาติสมาชิก อียูต่างเรียกร้องให้อียูปลดล็อกการเจรจาทางการค้าระดับสูงกับไทย ซึ่งภายใต้มติของอียูก่อนหน้านี้ ได้ห้ามชาติสมาชิกเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทย แต่เอฟทีเอนั้นถือเป็นปัจจัยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอียูและไทยที่สำคัญ โดยเฉพาะภายหลังอียูล้มเลิกการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) ซึ่งลดหย่อนภาษีสินค้านำเข้าจากไทย ตั้งแต่ปี 2015
ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ การรุกคืบของมหาอำนาจจีนและสหรัฐที่อาจทำให้อียูต้องเป็นฝ่ายตกขบวน โดยจีนมีการกระชับพื้นที่ในไทยได้อย่างเหนียวแน่นมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ทรัมป์เองก็พลิกนโยบายจากยุคโอบามา หันมาฟื้นสัมพันธ์กับไทย ซึ่งอาจส่งผลให้ อียูเสียผลประโยชน์โดยเฉพาะในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต อย่างแข็งแกร่งนำโดยภาคการค้า ขณะที่อียูนับเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของไทย โดยมีมูลค่า 3.2 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2015
ดังนั้น การฟื้นสัมพันธ์กับไทย จึงเกิดขึ้นภายใต้พื้นฐานผลประโยชน์ของชาติสมาชิกอียูและความสัมพันธ์ ที่ให้ประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย โดยการฟื้นความสัมพันธ์จะปลดล็อกด้านการเดินทางไปมาหาสู่กันระดับรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่าย และยังส่งผลให้เริ่มต้น การเจรจาเอฟทีเอได้
อย่างไรก็ดี การฟื้นสัมพันธ์ครั้งนี้ยังมีความเสี่ยงในกรณีที่ไทยเลื่อนการเลือกตั้งปี 2018 ออกไป และถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็ยังไม่สามารถรับประกันว่าจะเป็นไปอย่างเสรีและโปร่งใสได้ ในขณะที่การยกเลิกให้พลเรือนขึ้นศาลทหารนั้น แม้ว่าจะก่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น แต่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีก่อนหน้าเดือน ก.ย. 2016 ก็ยังต้องขึ้นศาลทหารอยู่ ในขณะที่การตัดสินคดีอาจไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนของอียู
ความเสี่ยงอีกประการก็คือ ในกรณีหากไทยไม่สามารถเดินหน้าตาม กรอบประชาธิปไตยที่อียูกำหนดขึ้นได้ อียูอาจจะไม่สามารถล้มเลิกการฟื้นสัมพันธ์กับไทยได้ในทันที เนื่องจากการลงมติของอียูต้องใช้เวลาโดยผ่านการลงมติเอกฉันท์จากชาติสมาชิกและผ่านระบบที่ซับซ้อน ดังนั้นอียูจึงควรติดตามกระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และลบคำวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มสิทธิ
นอกจากนี้ จุดยืนใหม่ของอียูยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ที่เริ่มตั้งคำถามถึงค่านิยมของอียูที่เคร่งครัดในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยก่อนหน้านี้อียูเพิ่งตัดงบสนับสนุนการเลือกตั้งของกัมพูชาเนื่องจากการยุบพรรคฝ่ายค้าน และยังเกิดคำถามถึงมาตรการโต้ตอบของอียู กรณีกองทัพเมียนมาใช้ความรุนแรงกับชาวโรฮีนจา
อย่างไรก็ดี อียูได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พร้อมผ่อนปรนการกดดันให้แก่ประเทศที่สถานการณ์ทางการเมืองพัฒนาขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นอีกว่า อียูจะยังคงเดินหน้ากดดันประเทศเพื่อนบ้านของไทย ที่มีข้อพิพาทด้านสิทธิอย่างหนักหน่วงต่อไปอีกหรือไม่ n







