
เงินดิจิทัลเกิดยาก บิตคอยน์แค่เก็งกำไร
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ นับตั้งแต่ บิตคอยน์ พี่ใหญ่ของสกุลเงินดิจิทัลถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2008 โดยผู้ใช้นามแฝงรายหนึ่งชื่อ ซาโตชิ นากาโมโตะ การเกิดขึ้นดังกล่าวก็สร้างความคาดหมายว่า "เงินดิจิทัล" จะกลายเป็นความหวังใหม่ของระบบการเงินในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นทุกที
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
นับตั้งแต่ บิตคอยน์ พี่ใหญ่ของสกุลเงินดิจิทัลถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2008 โดยผู้ใช้นามแฝงรายหนึ่งชื่อ ซาโตชิ นากาโมโตะ การเกิดขึ้นดังกล่าวก็สร้างความคาดหมายว่า "เงินดิจิทัล" จะกลายเป็นความหวังใหม่ของระบบการเงินในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นทุกที
เหตุที่เงินดิจิทัลได้รับความสนใจอย่างมากนั้น มาจากกลไกการทำธุรกรรมบนระบบ "บล็อกเชน" ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำธุรกรรมที่ปราศจากศูนย์กลาง ใช้งานได้ทั่วโลกโดยไม่มีข้อจำกัด และผู้ใช้ทุกคนสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่ากลไกดังกล่าวจะสามารถเข้ามาเติมเต็มและยกระดับการดำเนินงานของธนาคารในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการทำธุรกรรมการเงินสำหรับผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ช่วยแบงก์ลดต้นทุนไปด้วย
จากศักยภาพของเงินดิจิทัลทำให้มีรายงานว่า ขณะนั้นแบงก์ชาติใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) หรือธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังศึกษาการออกเงินดิจิทัลขึ้นเองเพื่อหวังเป็นทางเลือกในการใช้งาน ขณะที่ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์เริ่มทดสอบเงินดิจิทัลตัวต้นแบบ 2 ตัวตั้งแต่ปี 2015
อย่างไรก็ดี ในขณะนี้เงินดิจิทัลโดยเฉพาะบิตคอยน์ กลับ "สอบตก" ในฐานะ "สกุลเงิน" ที่มุ่งสำหรับใช้ทำธุรกรรมทางการเงินเป็นหลัก และกลายสภาพเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรขึ้นไปทุกขณะ ซึ่งความล้มเหลวของการผลักดันเงินดิจิทัลเพื่อการใช้งานจริงมาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปัญหาในการทำธุรกรรมและราคาที่ผันผวนหนัก
สำหรับสาเหตุแรกมาจากข้อจำกัดของระบบเบื้องหลังเงินดิจิทัล โดยบล็อกของบิตคอยน์ในระบบบล็อกเชนที่มีขนาดจำกัด ส่งผลให้การทำธุรกรรมไม่รวดเร็วเท่าที่ควร และยิ่งเมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้น ระยะเวลาการทำธุรกรรมก็ยิ่งล่าช้ามากตาม โดยล่าสุดนั้น ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างเว็บไซต์บล็อกเชนดอทคอมว่า ระยะเวลาในการยืนยันการทำธุรกรรมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 78 นาที ขณะที่เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระยะเวลาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,188 นาที
ทั้งนี้ การทำธุรกรรมด้วยบิตคอยน์อยู่ที่ราว 5 ครั้ง/วินาที ซึ่งนับว่าช้ามากเมื่อเทียบการทำธุรกรรมด้วยบัตรเครดิตที่ 2.5 หมื่นครั้ง/วินาที
ข้อจำกัดดังกล่าวถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่ชุมชนเทรดเดอร์และผู้ใช้เงินดิจิทัลพยายามแก้ไขมาตลอด เช่น การเสนอให้แตกบิตคอยน์ออกมาเป็นสกุลเงินย่อย อย่างกรณีบิตคอยน์แคช เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขยายขนาดบล็อกซึ่งจะทำให้การอนุมัติธุรกรรมรวดเร็วขึ้น รวมไปถึงการเสนอให้อัพเกรดขนาดบล็อกด้วยวิธีการชื่อว่า SegWit2x แต่ก็ได้รับการคัดค้านจนแผนการดังกล่าวล่มไปเมื่อเดือน พ.ย.
ความล่าช้าเรื่องการทำธุรกรรมด้วยบิตคอยน์ ส่งผลให้ "ค่าธรรมเนียม" ในการอนุมัติธุรกรรมแต่ละครั้งปรับตัวขึ้นตามมาด้วย เนื่องจากผู้ใช้ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเพื่อให้ธุรกรรมได้รับการอนุมัติเร็ว โดยซีเอ็นบีซีรายงานอ้างข้อมูลจากบิต อินโฟชาร์ตส ว่า ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย ในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งอยู่ที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐ/ครั้ง ในช่วงเดือน ธ.ค. ขณะที่ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินของธนาคารทั่วโลกอยู่ที่ราว 7.21% ของวงเงินในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2017 ตามข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) หมายความว่า ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 100 ดอลลาร์ จะอยู่ที่ราว 7.21 ดอลลาร์/ครั้ง
ก่อนหน้านี้ อาร์ส เทคนิกา เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ก่อนช่วงต้นปี 2017 ค่าธรรมเนียมในการโอนบิตคอยน์/ครั้ง อยู่ที่ไม่ถึง 1 ดอลลาร์ และอยู่ที่อัตราเฉลี่ยราว 0.10 ดอลลาร์เท่านั้น
แม้ชุมชนเงินดิจิทัลพยายามหาทางออกด้วยการแตกสกุลเงินทางเลือก เช่น บิตคอยน์แคช แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุอยู่ดี เพราะเมื่อมีดีมานด์การใช้งานเพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการทำธุรกรรมก็จะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอยู่ดี นอกจากนี้ แม้จะมีการเสนอให้ใช้ "Lightning Network" ซึ่งเป็นกลไกช่วยให้โอนบิตคอยน์รวดเร็วขึ้น แต่กลไกดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดลองใช้เท่านั้น
สำหรับปัญหาอีกประการที่สกัดการนำเงินดิจิทัลไปใช้งานจริงคือเรื่องความผันผวน ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการเก็งกำไรบิตคอยน์เป็นหลัก เนื่องจากเทรดเดอร์หลายรายมองว่า การที่ บิตคอยน์มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านล้านเหรียญ ขณะที่ดีมานด์กำลังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น จะส่งผลให้ราคา บิตคอยน์ทะยานขึ้นต่อไป
การเก็งกำไรดังกล่าวจึงหมายความว่าบิตคอยน์ถูกมองในฐานะ "สินทรัพย์เพื่อการลงทุน" มากกว่าจะเป็นสกุลเงิน และสถานะดังกล่าวยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก เมื่อมีการเปิดเทรดสัญญาล่วงหน้าหรือ "บิตคอยน์ ฟิวเจอร์ส" โดยบริษัทซื้อขายตราสารอนุพันธ์ซีเอ็มอีและซีบีโออีในเดือนนี้
ทั้งนี้ การทำให้เงินดิจิทัลกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเทรดได้ ยิ่งทำให้ราคาบิตคอยน์ผันผวนขึ้นไปอีก เพราะการเคลื่อนไหวของราคาจะผูกติดอยู่กับปัจจัยต่างๆ ในตลาดมากขึ้น เช่น ในวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อซีเอ็มอีเปิดเทรดบิตคอยน์ฟิวเจอร์สครั้งแรก ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1.96 หมื่นดอลลาร์/บิตคอยน์ ทว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์กลับร่วงลงไปกว่า 10% ไปอยู่ที่ 1.58 หมื่นดอลลาร์/บิตคอยน์ จากข่าวเว็บเทรดบิตคอยน์เกาหลีใต้โดนแฮ็กและสหรัฐสั่งระงับเทรดหุ้นสตาร์ทอัพบล็อกเชน
ความผันผวนดังกล่าวส่งผลให้ ผู้ใช้ยิ่งไม่กล้าชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ แม้หลายเอกชนรายใหญ่บางแห่งจะยอมรับการชำระเงินรูปแบบดังกล่าวก็ตาม เช่น เดลล์ บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ และเอ็กซ์พีเดีย ผู้ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์ ขณะที่ล่าสุดนั้น สตีม เว็บจำหน่ายเกมผ่านช่องทางออนไลน์ประกาศไม่รับการจ่ายเงินด้วยบิตคอยน์เนื่องจากราคาที่ผันผวนสูงมากดังกล่าว
สถานการณ์ในปัจจุบันจึงทำให้ความคาดหวังที่ว่า บิตคอยน์และเงินดิจิทัลสกุลน้องอื่นๆ จะกลายเป็นสกุลเงินทางเลือกใหม่ยิ่งห่างไกลไปทุกที และยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้นไปอีก ท่ามกลางความพยายามผลักดันการเทรดเงินดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ ทำให้ในที่สุดแล้ว เงินดิจิทัลอาจเป็นเพียงอีกหนึ่งสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรเท่านั้น แทนที่จะมีการนำไปใช้งานจริงตาม จุดมุ่งหมายดั้งเดิม n







