
‘สิงคโปร์’ เตรียมรับประธานอาเซียนปี’61
[email protected]ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เพราะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูง และยังมีขนาดตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ รองจากจีนและอินเดีย
ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เพราะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูง และยังมีขนาดตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ รองจากจีนและอินเดีย
ดังนั้น ตำแหน่งประธานอาเซียนจึงค่อนข้างมีความสำคัญ เนื่องจากประธานอาเซียน เป็นตำแหน่งสูงสุดของอาเซียน โดยผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นวาระละ 1 ปี สลับกันไปเรื่อยๆ และตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ประธานนั่งหัวโต๊ะในงานประชุมใหญ่ๆ ของอาเซียนเท่านั้น แต่ต้องรั้งตำแหน่งตามกลไกทุกส่วนของอาเซียนเลยด้วย
เมื่อพิจารณาการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในปี 2561 ประเทศที่จะมารับหน้าที่ประธานอาเซียนคนใหม่ต่อจากฟิลิปปินส์ก็คือ "สิงคโปร์" และจะต่อด้วยประเทศไทยในปี 2562
ทั้งนี้ ในฐานะว่าที่ประธานอาเซียนคนใหม่ สิงคโปร์ได้เริ่มประกาศแผนการพัฒนาในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเป็น "เศรษฐกิจดิจิทัล" และอำนวยความสะดวกด้านการค้าในภูมิภาค รวมถึงมุ่งพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวทางน้ำเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในภูมิภาค
ในฐานะที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินและดิจิทัลของอาเซียน รวมทั้งปัจจุบันสมาชิกอาเซียนให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ดังนั้นประเทศสิงคโปร์จึงสามารถเป็นหัวหอกในการพัฒนาแบบเชิงรุก ช่วยสร้างความคล่องตัวทางการค้าและสร้างโอกาสสำหรับทั้งภูมิภาคได้ โดยเริ่มจากการพิจารณากฎระเบียบด้านการค้าในการกำกับดูแลธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่จะส่งเสริมการเชื่อมต่อแบบดิจิทัล และลดอุปสรรคในการเข้ามาลงทุนหรือทำการค้าภายในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี รัฐบาลสิงคโปร์มองว่า ในปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนโลกของอาเซียน โดยหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดในฐานะประธานอาเซียน คือ การเชื่อมโยงระหว่างผู้คนและเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมยกระดับสู่การเป็น "อาเซียน สมาร์ทซิตี้"
พร้อมกันนั้น ยังตั้งเป้าเป็น "ตลาดร่วมดิจิทัล" เพื่อเพิ่มศักยภาพของตลาดดิจิทัลในภูมิภาค เช่นเดียวกับความพยายามของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ตั้งเป้าบังคับใช้ในปี 2563 ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือการยกระดับเพิ่มความมั่งคั่งให้กับอาเซียน
สำหรับนโยบายการอำนวยความสะดวกทางการค้านั้น ทางการสิงคโปร์จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ อย่างใกล้ชิดขึ้น เพื่อนำระบบการขึ้นทะเบียนรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง รวมทั้งการพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (ASEAN Single Window : ASW) มาปรับใช้โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ระบบการขึ้นทะเบียนรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง จะช่วยให้ผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต สามารถรับรองว่าสินค้าของตนเป็นไปตามข้อกำหนดของอาเซียน เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ ขณะที่ระบบศุลกากรว่าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว จะช่วยให้การยื่นเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก ทำได้ในจุดเดียว ซึ่งทั้งสองระบบนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในอาเซียน ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถลงทุนในภูมิภาคได้สะดวกมากขึ้น ทั้งยังช่วยเรื่องระยะเวลาให้กระชับมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับ "อุตสาหกรรมท่องเที่ยว" ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักที่เกือบทุกประเทศให้ความสนใจ โดยรัฐบาลสิงคโปร์มองว่า สมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศมีแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากในด้านนี้
นับเป็นก้าวใหม่ของอาเซียนภายใต้การเป็นประธานอาเซียนคนใหม่ของสิงคโปร์ที่น่าจับตา







