posttoday
ออมเพื่อใช้ยามเกษียณ อย่าลืมคำนวณเงินเฟ้อ

ออมเพื่อใช้ยามเกษียณ อย่าลืมคำนวณเงินเฟ้อ

13 ธันวาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทุกปี การออมเพื่อเกษียณจึงต้องเผื่อเงินเฟ้อด้วย ซึ่งการเผื่อก็มี 2 แบบ คือ เผื่อวงเงินไว้เพิ่มขึ้น หรือหาช่องทางการลงทุนที่ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทุกปี การออมเพื่อเกษียณจึงต้องเผื่อเงินเฟ้อด้วย ซึ่งการเผื่อก็มี 2 แบบ คือ เผื่อวงเงินไว้เพิ่มขึ้น หรือหาช่องทางการลงทุนที่ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 3% ต่อปี การออมเงินที่คิดว่าวันนี้ใช้วันละ 100 บาทก็พอแล้ว ในยุคที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท แต่ใน 40 ปีข้างหน้า การใช้เงินวันละ 100 บาท คงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อบวกเงินเฟ้อเข้าไปในโลกอนาคต ก๋วยเตี๋ยวจะ ชามละ 130 บาททีเดียว

ทั้งนี้ หากวันนี้ใช้เงินดำรงชีพ 1 หมื่นบาทในแต่ละเดือน ในอนาคตก็จะต้องเก็บเพิ่มขึ้น โดย 10 ปีข้างหน้า ต้องมี 1.34 หมื่นบาท/เดือน หรือ 160,800 บาท/ปี ถัดไป 20 ปีข้างหน้า ต้องเพิ่มเป็น 1.81 หมื่นบาท/เดือน หรือ 217,200 บาท/ปี และ 30 ปีข้างหน้า เพิ่มเป็น 2.43 หมื่นบาท/เดือน หรือ 291,600 บาท/ปี

ณหทัย ขันธวิเชียร ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน สายงานบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สมมติฐานอยากมีเงินหลังเกษียณ 10 ล้านบาท ใช้วิธีการลงทุนทุกปลายเดือนและอัตราผลตอบแทนทบต้นทุกปี โดยใช้อัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี

หากมีระยะเวลาออม 40 ปี แต่ออมในเงินฝากที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย 2% พบว่าต้องออมเงินเฉลี่ยเดือนละ 25,040 บาท และเมื่อทอนกลับมาเป็นเงินต้น กลับใช้เงินเพื่อออมมากกว่า 12 ล้านบาท เป็นการขาดทุนเงินเฟ้อโดยสิ้นเชิง

เมื่อต้องเก็บเงินให้มากขึ้นกว่าที่ใช้ในวันนี้ ก็ต้องเริ่มกลับมามองที่รายได้ของเรา หากรายได้มากพอก็เก็บออมเพิ่มขึ้น แต่ถ้ารายได้มีจำกัด ก็ต้องจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อบริหารผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมาย

การจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ ก่อนอื่นต้องรู้จักเข้าใจในสินทรัพย์ก่อนว่า ทางเลือกการลงทุนมีอะไรบ้าง และเข้าใจผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่จะลงทุน เช่น หุ้นกู้มีความเสี่ยงผิดนัดหรือหุ้นความเสี่ยงราคา รวมทั้งต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนสินทรัพย์มาเป็นเงินสดหรือสภาพคล่องด้วย

ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจตัวเองด้วยว่าต้องการผลตอบแทนเท่าใด ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับ และระยะเวลาของการลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะอยากได้ผลตอบแทนสูงมาก จำต้องลงทุนในความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน

การจัดพอร์ตมีข้อดี คือ กระจายการลงทุนที่หลากหลายทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนหลายทาง และกระจายความเสี่ยงที่ดี หากลงทุนสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเมื่อเสียหายก็หมดได้ แต่เมื่อลงผสมกันก็มีโอกาสทั้งลบและบวก

"บางคนโต้แย้งว่าอันไหนดีก็ลงเต็มๆ ไปเลยก็ได้นี่ แต่อย่าลืมว่า ที่เราเห็นว่าดีในวันนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น อย่างหุ้นที่คิดว่าจะดี นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างคาดการณ์จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งนั้น ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่า บางทีผลลัพธ์ก็ผิดเพี้ยนไปจากที่คาด" ณหทัย กล่าว

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตอย่างง่ายที่สุด ให้จัดพอร์ตตามอายุ หากอายุอยู่ในวัยเลข 2 ก็ให้ลงในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก หรือตราสารหนี้ รวม 20% ที่เหลือลงทุนในหุ้น 80% เมื่ออายุมากขึ้นก็ลดทอนสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลงไป เพิ่มสินทรัพย์มั่นคงมากขึ้น เพราะคนอายุน้อยยิ่งออมเร็วยิ่งเพิ่มโอกาสมั่งคั่งได้มาก และสามารถเสี่ยงได้มากกว่าคนที่อายุมาก

สถิติผลตอบแทนจากสินทรัพย์ 3 ประเภท คือ เงินฝาก ตราสารหนี้ และหุ้น ย้อนหลัง 11 ปี พบว่า เงินฝากให้ผลตอบแทน 2.02% ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทน 5.50% และหุ้นให้ผลตอบแทน 16.12% โดยหุ้นดูเหมือนผลตอบแทนสูงแต่ต้องมีความอดทนและใจแข็งอยู่บ้าง เพราะมีบางปีติดลบไปเกือบ 50%

และเมื่อมาจัดพอร์ตตามช่วงอายุ คนที่อายุ 21-30 ปี หากลงเงินฝาก 10% ตราสารหนี้ 10% และหุ้น 80% มีผลตอบแทนเฉลี่ยราว 13.65% ต่อปี ส่วนคนอายุ 31-40 ปี ลงเงินฝาก 10% ตราสารหนี้ 20% และหุ้น 70% ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.58% ขณะที่คนอายุ 51-60 ปี ลงทุนเสี่ยงน้อยลง เงินฝาก 20% ตราสารหนี้ 40% และหุ้น 40% ได้ผลตอบแทน 9.05% น้อยกว่าคนเสี่ยงสูง

แต่จะเห็นได้ว่าการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ทำให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ 3% ได้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน